“แม้ภายนอกข้าจะยังปฏิบัติต่อนางดังเดิม แต่ในใจกลับไม่อาจเชื่อใจนางได้เหมือนก่อน เพราะข้าไม่รู้ว่าหากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก คราวหน้าเมื่อไม่มีใครคอยห้ามปราม นางจะยังยึดมั่นในเส้นแบ่งของตนได้หรือไม่”
“เช่นเดียวกัน หากนำเรื่องนี้มาเทียบกับฝ่าบาทและอ๋องยู่ แม้อ๋องยู่จะยอมฟังคำทัดทานของท่าน แต่ข้าเชื่อว่าหลังเกิดเรื่องนี้ ฝ่าบาทย่อมไม่ไว้วางพระทัยอ๋องยู่ดังเดิม และคงเผลอเว้นระยะห่างจากเขาโดยไม่รู้พระองค์ รอยร้าวนี้จะทำให้ฝ่าบาททรงระแวง อีกทั้งเปิดโอกาสให้คนชั่วฉวยช่องได้อีกครั้ง”
“พี่ฮ่องเต้เอาแต่ตรัสว่า ‘หาก’ แล้วเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า หากเราไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อน แล้วพี่ฮ่องเต้ดื่มสุราพิษเข้าไปจริง ๆ วันนี้สถานการณ์จะเป็นเช่นไร? เมื่ออ๋องยู่ได้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว เขาจะเห็นใจท่านสักนิดหรือ?”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่เซียยิ้นเฉินก็ยังข้ามผ่านกำแพงในใจตนเองไม่ได้ ถึงอย่างไรอ๋องยู่ก็เป็นน้องชายร่วมอุทรเพียงคนเดียวของเขา เซียยิ้นเฉินจึงเอาแต่โทษตนเองว่าไม่ได้ทำหน้าที่พี่ชาย คอยดูแลน้องชายให้ดีพอ
ผู้ที่จิตใจหม่นหมองอยู่แล้วกลับติดลมหนาวเข้าอีก ครั้นวันเสด็จยกทัพด้วยพระองค์เองใกล้เข้ามา อาการประชวรก็ยังไม่หายดี
“ทั้งหมดเป็นเพราะทรงประชวรด้วยโรคทางใจ”
หลินเหยายื่นยาต้มให้ “หรือจะเลือกวันออกทัพใหม่ดีเพคะ?”
เซียยิ้นเฉินรับยาต้มมา “ฤกษ์ดีได้กำหนดไว้แล้ว กองทัพก็เตรียมพร้อมจะออกเดินทาง จะเปลี่ยนแปลงตามใจได้อย่างไร”
“เราไม่เป็นไร ประกาศพระราชโองการลงไป ออกเดินทางตามกำหนดเดิม”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเพคะ” หลินเหยาเอ่ยอย่างกังวล “พี่ฮ่องเต้ยังประชวรไม่หาย หากออกทัพตอนนี้แล้วอาการทรุดหนักระหว่างทางจะทำอย่างไร? การเสด็จยกทัพด้วยพระองค์เองก็เพื่อปลุกขวัญกำลังพล แต่พี่ฮ่องเต้กลับล้มป่วยเสียก่อน เช่นนี้ย่อมเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจให้ศัตรู”
