“ผู้ใดเสียใจกัน” หลินเหยารับชามมา “ข้าสบายดีนัก จะเสียใจเพราะบุรุษได้อย่างไร”
จื่อเยียนส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองครั้ง “พอเถิด ดูสภาพเจ้าเสียก่อน เมื่อก่อนแทบไม่เคยอยู่ติดบ้าน วิ่งเล่นไปทั่วถนนหนทาง บัดนี้กลับหมกตัวอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกมา แทบจะอยู่ไฟหลังคลอดอยู่แล้ว”
“ที่ไหนกัน” หลินเหยาแย้ง “ช่วงนี้ข้าแค่คร้านเนื้อคร้านตัว ไม่อยากขยับเท่านั้นเอง”
กล่าวแล้วก็ฟุบลงบนโต๊ะ มือหนึ่งคนซุปเล่นอย่างเบื่อหน่าย
“ปากแข็ง”
จื่อเยียนไม่เชื่อคำพูดนั้นสักนิด เด็กน้อยคนนี้ชอบฝืนทำเป็นเข้มแข็งอยู่เรื่อย
“จะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้า”
ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ พลันได้ยินเสียงดังโครม ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก
หวั่นรูยืนอยู่ตรงประตู ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
……
“สารเลว!”
หลินเหยาฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ ดวงตาลุกเป็นไฟ “ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่เคยตีพวกเราสักครั้ง แต่นี่กลับถูกแม่สามีตีเสียได้!”
“ไม่ถามไถ่ให้รู้เรื่องรู้ราวก็ลงมือ นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
จื่อเยียนได้ฟังก็โกรธจนด่ากราด “หญิงชรานั่นตัวเองไม่กล้าลุกขึ้นสู้ เอาแต่หดหัวเป็นเต่า พอเรื่องผ่านไปแล้วกลับมาชี้นิ้วสั่งสอน หากเก่งนักก็ออกไปจัดการเองสิ เก่งแต่ข่มคนในบ้าน!”
นางหยิบผ้าเย็นมาประคบแก้มให้น้องสาว “น้องสี่พักอยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลับไปแล้ว! ให้แม่สามีของเจ้าเดินมาขอโทษด้วยตัวเอง”
หวั่นรูคับแค้นใจจนพูดไม่ออก ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้
หากถูกบิดามารดาแท้ ๆ ตีก็แล้วไป หากเป็นคนแปลกหน้าก็ยังพอตีโต้กลับได้ ทว่าคนผู้นี้กลับเป็นแม่สามี ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจลงมือตอบโต้
“โกรธจะตายอยู่แล้ว โกรธจะตายอยู่แล้วจริง ๆ!”
