พ่อบ้านคำนับอย่างนอบน้อม “ท่านอ๋อง บัดนี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว สิ่งของจำเป็นสำหรับฤดูหนาว ทั้งถ่าน เสื้อผ้าฝ้าย ผ้าห่มนวม และอื่น ๆ ล้วนต้องจัดซื้อ อีกทั้งยังมีรางวัลสิ้นปีและของกำนัลสำหรับผูกมิตรกับจวนต่าง ๆ แต่...แต่เงินที่เหลือในบัญชีของพวกเราไม่พอพ่ะย่ะค่ะ”
“บ่าวเฒ่ากราบทูลตามจริงต่อฮูหยินแล้ว แต่ฮูหยินกลับกริ้วหนัก ตรัสว่าจวนอ๋องใหญ่โตเพียงนี้ จะมีรายจ่ายตึงมือเช่นนี้ได้อย่างไร หาว่าบ่าวเฒ่าจงใจปิดบัง”
พ่อบ้านคุกเข่าลง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ขอท่านอ๋องโปรดทรงพิจารณา บ่าวเฒ่าไม่กล้าปิดบังเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ!”
“เงินที่เหลือในจวนของพวกเรามีไม่มากจริง ๆ แต่ฮูหยินไม่เชื่อ บ่าวเฒ่าอธิบายเพิ่มอีกสักสองสามคำ ฮูหยินก็ตรัสว่าบ่าวเฒ่าจงใจละเลย สั่งให้บ่าวเฒ่าแก้ปัญหานี้เอง บ่าวเฒ่าไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว จึงได้แต่บังอาจมาขอคำชี้แนะจากท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
อันเสวี่ยไม่ยอมฟังเรื่องเช่นนี้ ไม่ก็กล่าวหาว่าอีกฝ่ายหลอกลวงนาง ไม่ก็ตำหนิว่าอีกฝ่ายไม่เห็นหัวนางซึ่งเป็นฮูหยินคนใหม่ ท้ายที่สุดยังเอ่ยวาจาว่าพ่อบ้านต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย นางจะดูเพียงผลลัพธ์เท่านั้น
พ่อบ้านจะมีปัญญาแก้เรื่องนี้ได้อย่างไร ต่อให้ตีเขาจนตายก็คิดไม่ออกหรอก!
เมื่อไร้หนทางจึงได้แต่ไปขอความช่วยเหลือจากนายท่าน เขารู้ดีว่าทำเช่นนี้ย่อมทำให้ฮูหยินขุ่นเคือง แต่ก็ไม่มีทางเลือก หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ เขาก็ไม่อยากทำเช่นนี้
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน?” อ๋องหนิงตรัสถาม
พ่อบ้านตอบตามตรง “แต่ก่อนในจวนพอมีเงินเหลืออยู่บ้าง ทว่าจำนวนไม่มาก หลายเดือนก่อนท่านอ๋องทรงจัดพิธีเสกสมรส ค่าใช้จ่ายย่อมเป็นก้อนใหญ่ อีกทั้งท่านอ๋องยังรับสั่งให้เพิ่มเครื่องหมั้นจากที่กำหนดไว้ในพิธีอีกไม่น้อย นับแต่นั้นมา ในจวนก็ไม่มีเงินเหลือแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
