ชายหนุ่มเงยหน้ามองผู้พูด ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง “เจ้าก็เห็นแล้วนี่”
ชิงอินมองไปยังเรือนที่เขาพักอยู่ เห็นหญิงรับใช้ร่างกำยำที่พบเมื่อวานกำลังคล้องกุญแจดอกใหญ่ปิดประตูเรือน จึงเข้าใจขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มตรงหน้ามีสภาพตกอับ หิวโหยและหนาวเหน็บ ชิงอินถอนหายใจ “หากเจ้ายังไม่ได้กินข้าว ในร้านข้ามีอาหาร เข้าไปกินสักหน่อยเถิด”
ชายหนุ่มยิ้มอย่างหมดอาลัย เอนกายพิงกำแพงอย่างเกียจคร้าน ไม่คิดจะลุกขึ้น “ตอนนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะ จะกินในโรงเตี๊ยมได้อย่างไร”
“มื้อนี้ข้าไม่คิดเงินเจ้า เข้ามาเถิด” ชิงอินกล่าวจบก็เดินไปยังร้าน
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มิได้พูดอะไร ลุกขึ้นหิ้วห่อสัมภาระเดินตามไป
บะหมี่ร้อนหนึ่งชามกับกับข้าวสองอย่างถูกยกมาวางบนโต๊ะ ชายหนุ่มหิวจนท้องกิ่วอยู่ก่อนแล้ว จึงคว้าตะเกียบขึ้นมากินคำโต
เขากินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็มิได้หยาบคาย ชิงอินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรินน้ำชาใส่ถ้วยแล้วเลื่อนไปให้
ชายหนุ่มรับมาโดยไม่เกรงใจ เอ่ยขอบคุณ ก่อนยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถ้วย “เจ้าแม่ค้าช่างมีน้ำใจจริง ๆ”
“ก็แค่อาหารมื้อเดียว” ชิงอินกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ชายหนุ่มส่ายหน้า น้ำเสียงสดใส “ข้าหมายถึง ร้านอาหารของเจ้าขายไม่ดี แต่ยังมีแก่ใจช่วยเหลือผู้อื่นอีก”
ชิงอินพินิจชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาดูอายุราวสิบห้าสิบหกปี คิ้วตาสดใสมีชีวิตชีวา แม้จะอยู่ในสภาพตกอับ แต่กลับวางตัวสบาย ๆ และองอาจเปิดเผย มีความห้าวหาญอยู่หลายส่วน
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าร้านข้าขายไม่ดี”
ชายหนุ่มยิ้ม “พวกเราอยู่ถนนเดียวกัน ทุกวันมีคนเข้าออกจากร้านเจ้ากี่คน ข้าก็เห็นอยู่”
ชิงอินยิ้มขื่น ๆ แล้วไม่พูดอะไรต่อ
