“เจ้ามาทำอะไรที่นี่!”
จื่อเยียนแววตาคมกริบ “ยังมีหน้ามาอีกหรือ อย่างไร อยากมาดูว่าหญิงสาวที่เจ้าทอดทิ้งในวันนั้น บัดนี้ตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเพียงใดหรือไร”
สีหน้าเว่ยปิงหลุนฉายความละอายใจอย่างยากจะบรรยาย “ไม่ ข้าไม่ได้...”
“ไม่ได้อะไร!” จื่อเยียนเท้าเอวทั้งสองข้าง “เจ้าทำให้นางเสียเวลาไปตั้งหลายปี จนพลอยให้นางต้องแต่งงานไปต่างแคว้น หากชีวิตที่เหลือของนางสงบสุขก็แล้วไปเถิด แต่กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก”
ยิ่งพูดจื่อเยียนก็ยิ่งปวดใจ สายตาที่มองชายหนุ่มแทบอยากจะสังหารเขาให้ตายคาที่
“ข้าจะบอกเจ้าไว้ให้ ผู้แซ่เว่ย หากซินหยางปลอดภัยดีในครานี้ก็แล้วไป แต่หากเกิดเรื่องผิดพลาดแม้แต่น้อย ข้าจะกราบทูลเรื่องในอดีตทั้งหมดต่อฝ่าบาท แล้วให้ปลดเจ้าออกจากตำแหน่ง ข้าจะสับเจ้าเป็นพันชิ้น ห้าม้าแยกร่าง!”
เว่ยปิงหลุนมีสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ยิ้มขื่นพลางพึมพำเสียงเบา “หากนางเป็นอะไรไปจริง ๆ ไม่ต้องรอให้ฝ่าบาทลงมือ ข้าจะฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ความผิด”
เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินจากไปอย่างเลื่อนลอย จื่อเยียนก็ยังไม่คลายโทสะ ยืนด่าทออยู่กับที่
//
ขณะที่คณะทูตแคว้นเหลียงกำลังเตรียมเจรจากับเป่ยหยง ซินหยางและพวกที่เดินทางรอนแรมมากว่าครึ่งเดือนก็มาถึงเอี้ยเฉิง เมืองชายแดน
พอออกจากเอี้ยเฉิงก็เท่ากับออกจากเป่ยหยง ถัดลงไปทางใต้คือแคว้นเหลียง
ด่านชายแดนตรวจตราผู้คนเข้าออกอย่างเข้มงวด ขุนนางผู้พิทักษ์แดนตรวจดูสินค้า ทั้งยังซักถามอย่างละเอียดทุกเรื่อง
คนทั้งคณะแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ทว่าหัวใจต่างแขวนอยู่บนเส้นด้าย
จนกระทั่งได้ยินคำว่า “ปล่อยผ่าน” หัวใจที่แขวนค้างอยู่จึงค่อยวางลงได้ในที่สุด
ดูท่าว่าคำสั่งจับกุมยังมาไม่ถึงที่นี่ มิฉะนั้นการตรวจสอบพ่อค้าแคว้นเหลียงย่อมเข้มงวดกว่านี้เป็นแน่ และคงต้องถือภาพเหมือนมาเทียบหน้าผู้คน
ทุกคนรีบเดินผ่านด่านโดยไม่รอช้า พอได้สูดอากาศนอกเขตเป่ยหยง คนทั้งคณะก็พากันเผยรอยยิ้มอย่างพร้อมเพรียง
