“อวิ๋นชิง รีบรินชาให้คุณหนูเร็วเข้า” นางสื่อหลิวเร่งเร้า พลางไม่ลืมส่งสายตาเป็นสัญญาณ
“ได้”
เจียงอวิ๋นชิงเดินกะเผลกไป หยิบกาน้ำชารินจนเต็มถ้วย แล้วเดินกะเผลกกลับมานั่ง
เขาใช้สองมือเท้าคาง จ้องมองคุณหนูที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ปิดบัง จนแทบน้ำลายไหล โดยไม่ทันสังเกตบรรยากาศเย็นเยียบในห้อง
มารดากับบุตรสาวมองหน้ากันอย่างงุนงง แล้วต่างก็เหลือบมองขาคู่นั้นใต้โต๊ะพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ไม่เป็นไร!” นางสื่อหลิวรีบเอ่ย ยิ้มประจบประแจง “พอได้ยินว่าจะมาสู่ขอก็ตื่นเต้นเกินไป ระหว่างทางเผลอหกล้มนิดหน่อย พักสักครู่ก็หายแล้ว”
น้าเถากับบุตรสาวยังคงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
เจียงอวิ๋นชิงจ้องคุณหนูเขม็ง “เจ้า ดื่ม ดื่ม...ดื่มชา ชา”
“พระคุณท่านเจียง ท่านนี่...” น้าเถาเบิกตากว้าง จังหวะการพูดที่ผิดปกติของอีกฝ่ายทำให้นางอดเอ่ยปากไม่ได้
เจียงอวิ๋นชิงมองอย่างงุนงง “ข้า ข้าเป็นอะไรหรือ”
นางสื่อหลิวกระแอมเบา ๆ ยิ้มเจื่อนแล้วเตือนว่า “อวิ๋นชิง พูดให้ดี ๆ หน่อย”
“ข้าพูด พูด...พูดดีแล้ว”
คราวนี้น้าเถาดูคล้ายจะมั่นใจแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป นางหันไปมองผู้เชิญมงคล “พระคุณท่านเจียงติดอ่างหรือ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่!” แม่สื่อรีบแก้ต่าง “เด็กคนนี้สบายดี ไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย เมื่อครู่พวกเรายังคุยกันดี ๆ อยู่เลย”
มือใต้โต๊ะหยิกแขนอีกฝ่ายเข้าอย่างแรง นางสื่อหลิวกดเสียงต่ำ “พูดให้ดี ๆ!”
เจียงอวิ๋นชิงยกชาขึ้นจิบ กลืนลงไปอย่างจริงจัง จากนั้นสูดหายใจลึก กลั้นลมหายใจไว้ราวกับกำลังรวบรวมกำลังจะทำบางสิ่ง
ทั้งสามคนจ้องเขาไม่กะพริบตา ต่างกลั้นหายใจตามไปด้วย แต่เห็นเขาทำท่าจะเอ่ยปากอยู่หลายครั้ง ทว่าพอคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับพูดไม่ออกสักคำ จนแทบกลั้นหายใจไม่ไหว
