สายลมฤดูใบไม้ผลิอบอุ่น ป่าท้อบานสะพรั่ง พระราชอุทยานเต็มไปด้วยชีวิตชีวา รถม้าจากแต่ละตระกูลทยอยกันมาถึง ผู้คนจับกลุ่มพูดคุยหัวเราะกันอย่างครื้นเครง
เมื่อเหยียนฮวนมาถึง ก็เห็นจืออี้กำลังอยู่เป็นเพื่อนหลินเหยา ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกัน
ชิงอินกับจืออี้แม้จะมาจากตระกูลพ่อค้า แต่ด้วยมีความสัมพันธ์กับอัครมหาเสนาบดี หากไม่ใช่งานเลี้ยงในวัง หลินเหยาก็จะเชิญทั้งสองมาร่วมงานเสมอ
พอเห็นจืออี้ ดวงตาของเหยียนฮวนก็เป็นประกาย หลังทักทายหลินเหยาแล้ว นางก็ลากจืออี้ไปนั่งอีกด้าน ซักถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความกระตือรือร้น
ไม่นานจื่อเยียนก็พาบุตรสาวมาถึง เมื่อสองลูกพี่ลูกน้องพบกันก็รีบเข้ามาคลอเคลีย ก่อนเดินไปทางแปลงดอกไม้
เลี่ยงเสี่ยงเพิ่งมาถึงที่นั่ง เวินเหยียนก็เดินยิ้มแย้มเข้ามาหา
ก่อนหน้านี้เลี่ยงเสี่ยงยังนึกสงสัยว่า แต่ก่อนท่านชายใหญ่เวินผู้นี้ไม่ถูกชะตากับเขา ไฉนบัดนี้เจอกันคราใดกลับเป็นฝ่ายชวนสนทนาก่อนทุกครั้ง แถมยังกระตือรือร้นยิ่งนัก
เมื่อเวลาผ่านไป เลี่ยงเสี่ยงก็เริ่มเข้าใจสาเหตุ ทุกครั้งที่นึกถึงก็อดหัวเราะไม่ได้ ทั้งยังรู้สึกจนใจ
หลังทักทายกันพอเป็นพิธี เวินเหยียนก็กลับไปยังที่นั่ง เมิ่งตี๋ผู้เป็นภรรยาเหลือบมองเขา “เมื่อครู่คุยอะไรกับท่านหมื่นเลี่ยงอีกแล้วหรือ”
ชายหนุ่มแสร้งทำท่าขึงขัง ตอบว่าแน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องราชการ
เมิ่งตี๋แค่นเสียงเบา ๆ ต่อให้เขาไม่พูด นางก็รู้สาเหตุอยู่แล้ว
“ข้าขอบอกเจ้า อย่าจับคู่คนมั่วซั่ว ข้าไม่เอาบุตรชายโง่เขลาของขุนนางใหญ่สำนักตุลาการสูงสุดมาเป็นลูกเขยหรอก”
เจ้าคนผู้นี้แต่ก่อนชอบซ่งเหยียนฮวน เมื่อครองคู่กันไม่ได้ บัดนี้กลับคิดแต่จะผูกสัมพันธ์เป็นทองแผ่นเดียวกับอีกฝ่าย
