จื่อเยียนภาคภูมิใจยิ่ง “ธิดาของข้าย่อมต้องโดดเด่นอยู่แล้ว อีกทั้งผู้ที่จะได้เป็นคู่ครองของพระโอรสก็ต้องเป็นสตรีที่เลิศล้ำ ข้าจะส่งสะใภ้สามัญไร้ความสามารถไปให้น้องสาวข้า ทำให้นางลำบากใจได้อย่างไร”
“เลี้ยงดูธิดาให้ยอดเยี่ยมจนหาข้อติไม่ได้ น้องสาวข้าก็จะได้จัดการเรื่องนี้ง่ายขึ้น ถึงเวลานั้นขอเพียงฝ่าบาทกับฮองเฮาตรัสสักคำ ทุกอย่างก็จะสำเร็จไปโดยราบรื่น”
จื่อเยียนยังคงวาดฝันต่อไป เฉินอู่ไม่อยากขัดอารมณ์ของนาง นางพูดอะไรเขาก็ฟังไปเช่นนั้น
ทั้งสองไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างบอบบางร่างหนึ่งเดินจากไปนอกหน้าต่าง
เฉินอู่เดินออกจากห้อง เมื่อผ่านห้องของธิดาก็ได้ยินเสียงพิณดังมาจากข้างใน แม้เขาจะไม่รู้เรื่องดนตรี แต่ก็ฟังออกว่าเสียงพิณนั้นเศร้าสร้อยเพียงใด
ผ่านไปนานเสียงพิณจึงหยุดลง เด็กสาวหม่นหมองไปชั่วขณะ ครั้นเงยหน้าขึ้นจึงสังเกตเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงประตู
เด็กสาวชะงักไปก่อน จากนั้นจึงปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ลุกขึ้นเดินไปหาบิดา “ท่านพ่อมาถึงตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ”
เฉินอู่มองธิดาสุดที่รัก เด็กวัยสิบสองปียังเติบโตไม่เต็มที่ ทว่าก็เปรียบดั่งดอกตูมที่เริ่มผลิบาน คิ้วเรียวดุจหลิว ดวงตาหงส์ ผิวขาวราวหิมะ คล้ายภรรยาของเขาอย่างยิ่ง
“เมี่ยวอี้มีเรื่องในใจหรือ”
เมี่ยวอี้รีบส่ายหน้า “ไม่มีเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องอะไรก็บอกพ่อได้”
“ไม่มีจริง ๆ เจ้าค่ะ”
เด็กสาวยังไม่รู้จักปกปิดอารมณ์ของตน เฉินอู่มองออกอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่อาจทำใจเปิดโปงนาง
เขาตบไหล่ธิดาเบา ๆ “อีกไม่กี่วันก็ต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว รีบเก็บข้าวของของเจ้าให้เรียบร้อย คราวนี้เราอาจต้องพำนักอยู่นาน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของเมี่ยวอี้ก็หม่นลงอีกครั้ง นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านพ่อ ลูก...ไม่ไปได้หรือไม่เจ้าคะ”
