ในใจอดทอดถอนใจมิได้ ไม่รู้ว่าคุณหนูบ้านใดออกไปควบม้านอกเมืองอีกแล้ว
ทุ่งรกร้างนอกด่านกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ม้าพันธุ์ดีสองตัวควบทะยานอย่างอิสระ ครั้นวิ่งจนเหนื่อย ทั้งสองก็บังคับม้าขึ้นไปหยุดบนเนินเขา ก้มมองผืนแผ่นดินเบื้องล่าง
“ที่นี่ช่างแตกต่างจากเมืองหลวงจริง ๆ”
จื่อเยียนกางแขนทั้งสองออก ความรู้สึกอิสระเบิกบานเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน ราวกับได้เหินอยู่เหนือหมู่เมฆ
นางหันไปมองน้องสาวข้างกาย ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ช่วงก่อนออกจากบ้าน เจ้าเอาแต่หม่นหมอง ร้องไห้กระจองอแงทุกวัน ไม่ได้พบกันหลายปี นอกจากผอมลงแล้ว นิสัยก็กลับมาร่าเริงมีชีวิตชีวาเหมือนแต่ก่อนด้วย”
มองคนที่ร่าเริงสดใสตรงหน้า แววหยอกเย้าพลันปรากฏในดวงตาจื่อเยียน นางตั้งใจแกล้งอีกฝ่าย “ยังคิดถึงองค์รัชทายาทพี่ชายของเจ้าอยู่หรือไม่”
เดิมทีคิดว่าพอพูดเช่นนี้แล้ว เด็กสาวคงหน้าแดง ทว่าหลินเหยากลับมีสีหน้าเป็นปกติ
จื่อเยียนจึงเอ่ยตรง ๆ ว่า “ข้ายังจำได้ ตอนเด็กเจ้าเกาะติดองค์รัชทายาทราวกับหางเล็ก ๆ ฮ่า ๆ”
เมื่อพูดถึงเรื่องในอดีต ความคิดของหลินเหยาก็หวนกลับไปยังวันวาน...
ปีที่หลินเหยาอายุหกขวบ นางติดตามมารดาเข้าวังไปถวายพระพร เด็กหญิงที่งดงามราวไข่มุกทำให้ฮองเฮาทรงโปรดปราน จึงตรัสว่าจะให้นางอยู่ในวังเป็นเวลานาน
ฮองเฮาไม่มีพระธิดา จึงทรงรักหลินเหยาจากพระทัยจริงและมองนางประหนึ่งพระธิดา ไม่ว่าจะของกินของดื่ม เสื้อผ้างดงาม หรือเครื่องประดับ ล้วนประทานให้นางอย่างเต็มที่
“เชินเอ๋อร์ ต่อไปให้หยาวเหยาเป็นภรรยาของเจ้าดีหรือไม่”
ฮองเฮาตรัสหยอกเย้าขณะประทับร่วมโต๊ะเสวย
องค์รัชทายาทวัยสิบห้าปีทอดพระเนตรเด็กหญิงวัยหกขวบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตากลมโตดุจผลพวงองุ่นกะพริบปริบ ๆ ดูไร้เดียงสาและไม่ประสีประสา ที่มุมปากยังมีเม็ดข้าวขาวติดอยู่
