“พรสวรรค์ธรรมดา เอาแต่หมกมุ่นอ่านตำราทั้งวันทั้งคืน กว่าจะสอบได้ตำแหน่งขุนนางมาก็แสนลำบาก แต่กลับทำราวกับเก่งกาจนักหนา”
เวินฉีเยว่เยาะเย้ย “ไม่ยื่นฎีกากล่าวโทษผู้อื่นสักหลายฉบับ คงแสดงไม่ได้ว่าตนเองเก่งกาจกระมัง!”
สาวใช้ลอบสังเกตสีหน้าของท่านชายใหญ่ พลางแอบดึงแขนเสื้อคุณหนูของตนเบา ๆ เป็นเชิงเตือนว่าอย่าได้เสียมารยาท
เวินฉีเยว่ไม่ยอมฟัง สะบัดแขนออกจากมืออีกฝ่าย แล้วจ้องคนใต้ระเบียงอย่างโกรธเคือง “รู้ว่าจวนโหวไม่มีผู้หนุนหลัง ก็เลยคิดหาเรื่องคนอื่น เลือกเล่นงานแต่คนอ่อนแอ หากเก่งจริงก็ไปยื่นฎีกากล่าวโทษตระกูลผู้ดีมีอำนาจสิ!”
สาวใช้มองพี่น้องทั้งสองอย่างกระวนกระวาย กว่าจะเกลี้ยกล่อมเวินฉีเยว่ให้ยอมออกจากเรือนได้ ก็ต้องออกแรงอยู่ไม่น้อย
เมื่อกลับถึงห้อง เมิ่งตี๋ก็ปลอบโยนบุตรี ครั้นสงบใจลงแล้วจึงเอ่ยว่า “แต่ข้าคิดไม่ตกว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน”
“จะเป็นอะไรไปได้อีกเล่า”
เวินฉีเยว่สบถด่า “หลังท่านปู่จากไป ตระกูลเราก็ตกต่ำลงมาก เขาจึงรีบประจบราชวงศ์เสียแต่ตอนนี้”
“รู้ว่าฮองเฮาไม่พอใจจวนโหว ก็เลยทำสิ่งที่ถูกพระทัย พูดไปพูดมาก็เพื่อประจบราชวงศ์ หาหนทางก้าวหน้าให้ตนเองทั้งนั้น คนผู้นี้คอยเป็นปรปักษ์กับข้ามาตลอด คงรู้ว่าข้าสนิทสนมกับฉู่ซวงซวงพอดี จึงอาศัยเรื่องนี้ทำให้ข้าขุ่นเคือง หอกดาบปลายเดียวตวัดนกสองตัว”
เวินฉีเยว่ปวดศีรษะ “ต่อไปฉู่ซวงซวงคงไม่คบหากับข้าอีกแล้ว”
เมื่อเสียหมากไปหนึ่งตัว หญิงสาวก็เดือดดาล
เมิ่งตี๋ขมวดคิ้ว สีหน้าครุ่นคิด “ดูท่าต่อไปเราต้องระมัดระวังในการทำสิ่งต่าง ๆ และคอยป้องกันคนจากเรือนฝั่งนั้นให้ดี”
ได้ยินเช่นนั้น สาวใช้ก็ก้มหน้าลง รินน้ำชาอย่างเงียบ ๆ
“ทางยังอีกยาวไกล คอยดูกันไปเถิด”
แววตาของเวินฉีเยว่ฉายประกายคมกริบ “มาดูกันว่าใครจะนำเกียรติยศมาสู่ตระกูลนี้ สักวันข้าจะทำให้เขาหมอบกราบแทบเท้าข้า”
