การจากไปของท่านอั่นกั๋วกงทำให้คนในครอบครัวพากันเกลียดชังเวินฉีเยว่ ครั้นพิธีศพเสร็จสิ้น เวินเหยียนจึงสั่งให้ส่งบุตรสาวไปอยู่ที่ไร่นอกเมือง เพื่อทบทวนความผิด สำนึกบาป และคัดลอกคัมภีร์พุทธ อธิษฐานให้ท่านปู่
วันเดินทาง เวินฉีเยว่ไม่ยอมไปไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร นางคุกเข่าต่อหน้าบิดา ร่ำไห้คร่ำครวญ
“เจ้าก่อเรื่องตามอำเภอใจจนทำให้ท่านปู่ของเจ้าต้องเป็นเช่นนี้ คำว่าตัวกาลกิณีก่อเภทภัยน่ะเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก!”
เวินเหยียนไม่อยากแม้แต่จะมองบุตรสาว “หากข้าไม่ลงโทษเจ้า แล้วจะไปสู้หน้าท่านปู่ของเจ้าได้อย่างไร จะสู้หน้าคนทั้งตระกูลได้อย่างไร!”
“หากมิใช่เพราะเรื่องอัปยศในครอบครัวไม่ควรแพร่งพราย เพียงแค่เจ้ากล่าวหาท่านปู่จนทำให้ท่านป่วยตาย ชื่อเสียงของเจ้าก็คงป่นปี้ไปนานแล้ว ยังกล้าไม่ยอมรับโทษอีกหรือ”
“ถึงจะให้ทบทวนความผิดและสำนึกบาป ก็ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ที่ไร่เสียหน่อย” เมิ่งตี๋เกลี้ยกล่อมสามี “อยู่ที่บ้านก็เหมือนกัน”
“เหมือนกันบ้าบออะไร!”
เวินเหยียนเห็นแม่ลูกคู่นี้แล้วก็ยิ่งโมโห “เพิ่งจัดงานศพท่านพ่อเสร็จ วิญญาณของท่านยังไม่ทันจากไป หากปล่อยให้บุตรอกตัญญูเช่นนี้อยู่ในบ้านต่อไป มิเท่ากับทำให้ท่านขุ่นเคืองหรือ”
เมิ่งตี๋รีบวิงวอนแม่สามี “ท่านแม่ ขอท่านช่วยพูดแทนเยว่เอ๋อร์สักคำเถิด”
“ท่านก็รู้ว่าพอท่านพ่อจากไป อำนาจของตระกูลก็ถดถอยลง เราจึงยิ่งต้องวางแผนอนาคตให้เยว่เอ๋อร์ มิฉะนั้นตระกูลจะยิ่งสูญเสียมากกว่าเดิม”
แม้คำพูดของลูกสะใภ้จะมีเหตุผล แต่ฮูหยินกั๋วกงที่เพิ่งสูญเสียสามีไปก็อดพาลโกรธหลานสาวไม่ได้ อย่างไรเสียองค์เซียนอ๋องก็ไม่อยู่ในเมืองหลวง ช่วงนี้ให้หลานสาวไปอยู่ที่ไร่ก็ไม่กระทบแผนการใหญ่
