จื่อเยียนฝืนยิ้ม พลางเหลือบมองเฉินอู่ ก็รู้ทันทีว่าเขาเป็นคนเล่าให้คนในบ้านฟัง ปากไวเสียจริง
“พี่สะใภ้ เช่นนั้นท่านช่วยบอกพี่เขยหน่อยสิ ให้เขาช่วยจัดหางานให้พี่ใหญ่สักตำแหน่ง”
สีหน้าจื่อเยียนแข็งค้างไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้... พี่เขยคนที่สองเป็นขุนนางใหญ่สำนักตุลาการสูงสุด ส่วนพี่ชายเจ้าเป็นคนฝึกวิชาการต่อสู้ ย่อมแตกต่างกัน พี่เขยไม่มีอำนาจจัดการเรื่องนี้หรอก”
“ไม่ใช่กระมัง” อวี้หลานไม่เห็นด้วย “อย่างไรก็เป็นขุนนางเหมือนกัน ทำไมถึงไม่มีอำนาจจัดการเล่า”
จื่อเยียนใช้ช้อนคนโจ๊กในชาม ดวงตาหลุบหลบ “เจ้าไม่เข้าใจ ตำแหน่งต่างกัน หน้าที่ก็แบ่งแยกกัน พี่เขยคนที่สองเป็นขุนนางสายปกา ไม่ได้ดูแลเรื่องตำแหน่งขุนนางสายอาวุธ”
อวี้หลานผู้ไม่รู้จักสังเกตสีหน้าคนมองไม่ออกว่าพี่สะใภ้มีท่าทีผิดปกติ “แต่เขาย่อมรู้จักขุนนางสายอาวุธอยู่บ้างกระมัง แค่เอ่ยปากพูดสักคำ พี่ใหญ่ก็น่าจะได้เป็นขุนนางเล็ก ๆ สักตำแหน่ง”
ถ้อยคำนี้ทำให้จื่อเยียนรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
สามีของตนต้องอาศัยสามีของพี่น้องคอยเกื้อหนุน สำหรับผู้มีใจทะเยอทะยาน หยิ่งในศักดิ์ศรีและชอบเอาชนะ ย่อมรู้สึกขมขื่นจนบอกไม่ถูก
เห็นว่าคนในบ้านยังรอคำตอบจากนาง จื่อเยียนจึงเพียงเอ่ยว่าเรื่องนี้จัดการได้ยาก
“หากพี่สะใภ้ไม่สะดวกพูดกับพี่เขย ก็ไปพูดกับพี่สาวคนที่สองของท่านสิ ให้นางพูดกับสามีของนาง ขอเพียงนางช่วย ย่อมไม่มีปัญหาแน่”
เมื่อนึกถึงตอนกินอาหารวันนี้ พี่สาวคนโตถามถึงงานของเฉินอู่ แต่เหยียนฮวนกลับไม่ได้เอ่ยปาก จื่อเยียนก็หลุบตาลง
“พี่สาวคนที่สองไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยปาก คิดว่านางคงไม่มีเจตนาจะช่วย”
อวี้หลานยังไม่ยอมแพ้ “นางไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย พี่สะใภ้ก็ไปพูดกับนางเองสิ”
