หากปล่อยให้ผู้คนรู้ว่านางรู้ทั้งรู้ว่าเด็กทั้งสองมีใจให้กัน แต่ยังผลักบุตรีเข้าสู่อ้อมอกองค์รัชทายาท วันหน้าจะเผชิญหน้ากับซ่างกวนฉีและบุตรชายได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้จื่อเยียนจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้
วันนี้นางเอ่ยเรื่องนี้ให้เยว่เจิงฟังอย่างชัดเจน หากเด็กทั้งสองไม่มีใจให้กันก็แล้วไป แต่หากมีใจให้กันจริง คำพูดเมื่อครู่ก็ถือเป็นการเตือนอีกฝ่าย
คำพูดของจื่อเยียน เยว่เจิงจะไม่เข้าใจได้อย่างไร
เขากับเมี่ยวอี้เข้าออกค่ายทหารด้วยกันอยู่เสมอ เหล่าทหารในค่ายต่างมองพวกเขาเป็นคู่รักหนุ่มสาว คอยหยอกล้อทั้งสองอยู่เนืองๆ เขาไม่เชื่อว่าท่านป้าจะไม่ได้ยินหรือไม่เห็น
บิดาของเมี่ยวอี้เป็นคนซื่อตรงจงรักภักดี มองไม่ออกก็แล้วไป แต่ท่านป้าผู้นี้ทั้งเฉลียวฉลาดและเก่งกาจ จะไม่รู้ได้อย่างไร
คำพูดเหล่านั้นชัดเจนยิ่งนัก เรื่ององค์รัชทายาทกับเมี่ยวอี้ จงกงเห็นชอบแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ลงความเห็นแล้ว เมี่ยวอี้จะได้เป็นฮองเฮาในวันหน้า หากรักนางจริงก็ไม่ควรขัดขวางหนทางข้างหน้าของนาง อีกทั้งยังเป็นการตักเตือนเขาว่าเป็นเขาเองที่ทำให้เมี่ยวอี้ขัดใจผู้ใหญ่ จนทำให้แม่ลูกหมางใจกัน
เยว่เจิงยิ้มขื่น เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาก็เปี่ยมด้วยความเจ็บปวดและยอมปล่อยวาง
————
ตระกูลเวิน
“งานศพของสำนักอัครมหาเสนาบดีจัดเสร็จสิ้นไปนานแล้ว แต่ได้ยินว่าสามีของซ่งจื่อเยียนกลับเยี่ยนหยุนไปเพียงลำพัง ส่วนซ่งจื่อเยียนกับบุตรียังอยู่ในเมืองหลวง”
คำพูดของสาวใช้ทำให้เวินฉีเยว่เกิดความระแวดระวัง
“แม่ลูกคู่นั้นยังไม่ไปหรือ”
“เจ้าค่ะ”
ดวงตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “นี่ไม่ใช่ลางดี”
เวินฉีเยว่ไม่เชื่อเลยว่าซ่งจื่อเยียนจะไม่เคยคิดยกบุตรีให้แต่งกับพระโอรส จืออี้กับเมี่ยวอี้เป็นคู่แข่งของนางมาโดยตลอด
ครั้งก่อนแม่ลูกคู่นั้นอยู่ในเมืองหลวงนานเหลือเกิน เวินฉีเยว่ถึงกับโล่งใจเมื่อได้ยินว่าพวกนางกลับเยี่ยนหยุนแล้ว
