เช้าตรู่วันถัดมา ลมทะเลพัดกระหน่ำจนหน้าต่างส่งเสียงดังครืนครัน
อู๋เจี้ยนกั๋วนั่งยอง ๆ อยู่ใต้ชายคา มือบีบกล้องยาสูบไว้ สูบไปสองสามคำพลางขมวดคิ้วจนเป็นปม
“ลมแรงไม่เบาเลย วันนี้คงออกทะเลไม่ได้อีกแล้วล่ะ”
อู๋ซุ่ยยกโจ๊กมันเทศชามใหญ่มาด้วย นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ แล้วซดไปครึ่งชาม
“พ่อ ออกทะเลไม่ได้ก็ดีเลย วันนี้ผมกับพี่ใหญ่จะเข้าอำเภอกันสักหน่อย”
หวังเฟิงกำลังถือแผ่นแป้งต้นหอมที่เพิ่งทอดเสร็จออกมาจากครัว พอได้ยินคำพูดนั้นก็วางจานลงบนโต๊ะในห้องโถงดังปึง แล้วปัดมือกับผ้ากันเปื้อน
“เข้าอำเภอไปทำไม? น้องรอง เพิ่งมีเงินติดกระเป๋าอยู่ไม่กี่เหรียญ ก็เริ่มคันไม้คันมือ อยากเข้าเมืองไปอวดรวยอีกแล้วหรือไง?”
อู๋ซุ่ยหยิบแผ่นแป้งต้นหอมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง กัดคำโตจนมันเยิ้มเต็มปาก
“พี่สะใภ้พูดอะไรอย่างนั้น ผมกับพี่ใหญ่จะไปดูเรือที่อู่ต่อเรือประจำอำเภอต่างหาก”
“เมื่อวานก็เพิ่งคุยกันแล้วไม่ใช่หรือว่าจะลงขันซื้อเรือใหญ่ยาว 17 เมตรสักลำ จะให้เช่าเรือไม้เก่าของเฉิงไข่เสวียนใช้ทุกวันก็คงไม่ได้หรอก”
อู๋กังยกชามเดินเข้ามาหา พลางเกาหลังศีรษะด้วยรอยยิ้มซื่อ ๆ
“ใช่แล้วเฟิ่ง เรือยาว 17 เมตร อู่ต่อเรือในอำเภอก็สร้างได้ ฝีมือก็ดีไม่เลว”
“ถ้าจะซื้อใหญ่กว่านั้น คงต้องไปถึงในเมือง”
พอหวังเฟิงได้ยินว่าเป็นเรื่องซื้อเรือจริงจัง สีหน้าก็เปลี่ยนจากครึ้มเป็นแจ่มใสทันที รอยย่นตรงหางตาปรากฏขึ้นเพราะรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย พวกพี่น้องตาไว ๆ หน่อยนะ คนที่อู่ต่อเรือเจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น อย่าให้เขาหลอกเอาได้ล่ะ”
