ยาย่าลูบท้องน้อยที่แฟบแบน ใบหน้าเล็กย่นเข้าหากัน
“พ่อจ๋า ท้องยาย่าร้องแล้ว หิวจัง”
อู๋ซุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองแล้วรีบขอโทษลูกสาวอย่างรู้สึกผิด
ตั้งแต่ออกจากบ้านตระกูลเฉินมาตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เขายุ่งอยู่กับการดูเรือน คุยต่อราคากับหวังไห่ เซ็นสัญญา แล้วก็วิ่งไปธนาคารเพื่อโอนเงิน จนไม่มีเวลาจิบน้ำสักอึก
“พ่อผิดเอง พอยุ่งขึ้นมาก็ลืมเรื่องสำคัญที่สุดไปเสียได้”
“ไปกัน วันนี้เรามาฉลองกันให้เต็มที่”
อู๋ซุ่ยอุ้มยาย่าขึ้นมา แล้วหันไปชี้ป้ายสีทองที่ปลายถนน
“เราไปร้านหงอวิ้นโหลวกัน ก่อนหน้านี้ตอนออกไปเก็บของทะเลช่วงน้ำลง เคยเอาของไปส่งให้ที่ร้าน ได้ยินว่าขายดีมาก วันนี้เราไปลองกินกันบ้าง”
พอเฉินเสวี่ยได้ยินชื่อ “หงอวิ้นโหลว” สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เธอคว้าแขนอู๋ซุ่ยไว้
“จะไปร้านหงอวิ้นโหลวทำไม? เงินเหลือจนอยากผลาญทิ้งหรือไง?”
อู๋ซุ่ยชะงักไป ภรรยาที่อ่อนหวานนุ่มนิ่มของเขา ไหงเริ่มทำตัวเหมือนพี่สะใภ้ใหญ่ขึ้นมาล่ะ?
“วันนี้เราดีใจกันนี่นา อีกอย่าง ตอนนี้เราก็ไม่ได้ขัดสนถึงขั้นจ่ายค่าอาหารมื้อเดียวไม่ไหว”
“ไม่ขัดสนตรงไหน?” เฉินเสวี่ยลดเสียงลง กลัวคนที่เดินผ่านไปมาจะได้ยิน
“วันนี้คุณใช้เงินไปตั้งเท่าไร? สองล้านสามแสนแปดหมื่น!”
“เดือนหน้าเรายังต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือของเรือลำใหญ่อีกสองแสนกว่า แล้วคุณจะเอาอะไรไปจ่าย? คิดว่าเงินปลิวมาจากฟ้าหรือไง?”
อู๋ซุ่ยกำลังจะอธิบายสักสองประโยค
แต่เฉินเสวี่ยไม่เปิดโอกาสให้เขาแทรกคำ พูดรัวเป็นชุด
“ถึงทางพี่ใหญ่จะออกให้สองส่วน เรายังต้องควักเงินก้อนใหญ่เองอยู่ดี”