หญิงสาวส่วนใหญ่สวมเสื้อโค้ตแคชเมียร์รับฤดูกาล รองเท้าบูตสูงคลุมเข่า มือเรียวถือแก้วแชมเปญทรงสูง ส่วนผู้ชายก็มีทั้งเสื้อโค้ตผ้าวูลตัดเย็บเนี้ยบกับเสื้อฮู้ดคอลแลบรุ่นลิมิเต็ด นาฬิกาบนข้อมือสะท้อนแสงวาบเป็นครั้งคราวท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น
พวกเขาจับกลุ่มกันอยู่ข้างเก้าอี้เอนกับเคาน์เตอร์บาร์ พูดคุยหยอกล้อกันเป็นระยะ สายตาหลายคู่เหลือบมองดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้า
“ฟ้าใสอากาศดีจริง ๆ นับเป็นวันที่หาได้ยากเลยนะ”
คนพูดเป็นชายวัยกลางคนสองคน
คนทางซ้ายสวมแว่นกรอบดำ สีหน้าเคร่งขรึม ไม่ยิ้มแย้ม เขาคือผู้ดูแลกลุ่มนักเขียนที่เซ็นสัญญากับบริษัท ใช้นามปากกาว่า จูเต้าหริน
“จริงด้วย” ชายร่างท้วมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตะแกรงย่างเอ่ย มือถือแก้วแชมเปญ ปากเคี้ยวเนื้อเสียบไม้ที่เพิ่งย่างเสร็จอย่างเอร็ดอร่อยจนสีหน้าผ่อนคลาย “ฝีมือย่างนี่ไม่เลวเลย อืม ๆ…”
“พูดถึงงานวันเกิดของพี่ชิงหนิงครั้งก่อน ก็หลายปีแล้วนะ”
“ห้าปีก่อน”
จูเต้าหรินตอบเสียงเย็นชาสามคำ เงากองไฟที่พลิ้วไหวอยู่ไม่ไกลสะท้อนใบหน้าอิดโรยที่เริ่มอวบขึ้นเล็กน้อยของเขา
ตอนนั้นเขายังเป็นแค่นักเขียนหน้าใหม่ที่เพิ่งเซ็นสัญญากับบริษัทสามเสือดาว
ซูชิงชิงเองก็ยังเป็นเพียงบรรณาธิการฝึกหัด และบังเอิญได้รับมอบหมายให้ดูแลหมวดแฟนตาซีของจูเต้าหริน
แต่ตอนนี้กาลเวลาเปลี่ยนผ่าน หลายสิ่งหลายอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ ห้าปีแล้ว…” ชายร่างท้วมจุปาก “งานวันเกิดครั้งก่อนจัดขึ้นเพราะพี่ชิงหนิงเพิ่งเข้าบริษัทนี่นา”
อีกด้านหนึ่ง ซูชิงชิงกำลังยืนจัดจานผลไม้อย่างใจเย็นอยู่หน้าโต๊ะอาหารเย็น
วินาทีต่อมา ซูเฉิงเอ๋อร์ก็พรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้น “พี่ พี่ เมื่อกี้พี่ถิงถิงส่งข้อความมาบอกว่าเฉินเลี่ยงเปลี่ยนชุดใหม่เอี่ยมแล้ว”
“งั้นก็ดีแล้ว”
พอได้ยินเช่นนั้น ซูชิงชิงก็ผ่อนคลายหัวคิ้วลงเล็กน้อย รอยยิ้มโล่งใจค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าอย่างอดไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นก็เก็บชุดนั้นไว้เถอะ เฉิงเอ๋อร์”
“โอเค ได้เลย” ซูเฉิงเอ๋อร์พยักหน้า แต่พริบตาต่อมาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงถามเสียงสูง “แต่ว่าพี่ ชุดนั้นสั่งตัดมาโดยเฉพาะเลยนะ จะทำยังไงดีล่ะ”
