“ก้าบ ๆ ๆ...”
ห่านขาวตัวใหญ่สิบกว่าตัวชูคอสูง ล้อมเฉินเลี่ยงไว้พลางร้องก้าบไม่หยุด ราวกับกำลังเร่งให้เขาเอาอาหารที่แอบเก็บไว้ออกมาทั้งหมด
“ไม่มีแล้วจริง ๆ ไม่เชื่อก็ดูสิ”
เฉินเลี่ยงกางมือทั้งสองข้างอย่างจนใจ พลางสะบัดเสื้อแขนสั้นที่ว่างเปล่าให้ดูเป็นหลักฐานว่าไม่ได้แอบซ่อนอะไรไว้เลย
“ก้าบ ๆ ๆ...”
ไม่นาน ฝูงห่านขาวก็เหมือนจะเข้าใจ ต่างพากันว่ายกลับลงไปในทะเลสาบ แต่ไม่ได้ว่ายจากไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่ในบริเวณน้ำตรงหน้าเฉินเลี่ยง
ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ความร้อนระอุค่อย ๆ จางหายไป
สายลมเย็นพัดเลียบผิวน้ำมาเป็นระลอก ชวนให้รู้สึกสบายไม่น้อย เฉินเลี่ยงเอนตัวพิงต้นหลิว หลับตาซึมซับความสงบที่หาได้ยากในเวลานี้
ไม่ไกลด้านหลังคืออาคารเรียนชั้นมัธยมปลายปีสาม ตอนนี้คงวุ่นวายกันสุด ๆ แม้อยู่ห่างออกมาร้อยเมตร เฉินเลี่ยงก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงโห่ร้องยินดี
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป แสงอาทิตย์สีทองค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ ก่อนจะกลายเป็นสีแดงฉานในที่สุด ลมเย็นที่พัดมาจากทะเลสาบก็หนาวขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่เฉินเลี่ยงกำลังจะลุกกลับ ก็มีเสียงหัวเราะคิกคักใส ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง คล้ายเป็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินเร็ว ๆ มาทางนี้
เฉินเลี่ยงไม่อยากเผชิญหน้ากับคนที่กำลังมา จึงลุกขึ้นแล้วรีบเดินจากไป
เขาเดินเร็วไปตามทางเล็กในป่าด้านหลังแปลงดอกไม้ มุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนของชั้นมัธยมปลายปีสาม ตลอดทางมีคนเดินสวนกันขวักไขว่
ทุกแห่งเต็มไปด้วยข้อสอบและตำราเรียนที่วางเกลื่อนกลาด ยังมีนักเรียนที่กำลังขนสัมภาระกลับบ้าน รวมถึงบางคนที่เอาของไปขายเป็นของเก่า
เสียงอึกทึก เสียงโห่ร้องยินดี เสียงตะโกน และเสียงกรีดร้อง ตลอดสามปีที่โรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหมิงเยว่ เฉินเลี่ยงเพิ่งเคยเห็นภาพวุ่นวายเช่นนี้เป็นครั้งแรก
เฉินเลี่ยงเดินสวนกระแสฝูงชนที่กำลังตื่นเต้นและส่งเสียงเฮอย่างสุดขีด เลียบกำแพงมุ่งหน้าขึ้นไปชั้นสี่
แต่พอเดินเข้าห้องเรียน เขาก็เห็นอู๋ลู่ลู่กำลังจ้องเขาอย่างไม่พอใจ
“ทำไมเพิ่งกลับมาตอนนี้ล่ะ”
“ไปกินข้าวก่อน แล้วก็ไปดูห่านขาวที่ทะเลสาบฉานกงมา”
ครั้งนี้เฉินเลี่ยงไม่ได้โกหก
