แม้แต่อู๋ลู่ลู่ที่ผลการเรียนดีมาโดยตลอด ก็ยังเริ่มหงุดหงิดกับการทำโจทย์ไม่หยุดหย่อนตลอดทั้งวัน
“ก็จริงนะ แต่ถ้าเป็นฉัน ต่อให้ไปแข่งก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”
“เฮ้อ ได้ยินหยวนหยวนบอกว่าเพื่อนที่ไปแข่งไม่เพียงมีผลการเรียนโดดเด่นเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ยังต้องเริ่มเรียนเนื้อหาสำหรับการแข่งขันตั้งแต่มัธยมปลายปีหนึ่งด้วย แค่ค่าใช้จ่ายก็...”
ไห่เฉิงกับเมืองหมิงเยว่ห่างกันเป็นหมื่นลี้ แม้จะเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสามเหมือนกัน แต่กลับราวกับมีชะตาชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“เออจริงสิ เฉินเลี่ยง ฉันเห็นช่วงนี้คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์รวมของนายดีขึ้นนะ ถึงเวลาชวน ‘ครู’ อย่างฉันไปเลี้ยงมื้อใหญ่บ้างหรือยัง ฮ่า ๆ”
ตลอดเวลากว่าสองเดือนที่ทั้งคู่กลับบ้านพร้อมกัน อู๋ลู่ลู่คอยถ่ายทอดวิธีการเรียนให้เฉินเลี่ยงอยู่เสมอ ค่อย ๆ ทำให้แนวทางการทำโจทย์ของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แม้คะแนนจะดีขึ้นไม่มาก อันดับยังวนเวียนอยู่แถวที่ 30 ของห้อง แต่เฉินเลี่ยงรู้สึกได้ว่าตัวเองเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งกว่าเดิม
เด็กสาวกระโดดดึ๋ง ๆ มาหยุดตรงหน้าเฉินเลี่ยง แล้วยื่นมือทั้งสองข้างออกมาทำท่าขวาง ก่อนจะแซวติดตลก
“ได้สิ ไว้มีเวลาเมื่อไหร่ ฉันจะเลี้ยงมื้อใหญ่แน่นอน”
เฉินเลี่ยงยิ้มบาง ๆ นึกถึงเงินหลายหมื่นหยวนในบัญชีแล้วก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนพยักหน้ารับปากอย่างจริงจัง
“ฮ่า ๆ ล้อเล่นน่า เฉินเลี่ยง ใครจะให้เลี้ยงข้าวกันล่ะ”
พูดจบ อู๋ลู่ลู่ก็แลบลิ้นทำหน้าทะเล้น กระโดดอย่างร่าเริงราวกับผีเสื้อเริงระบำ พลางฮัมเพลงเบา ๆ เดินนำไปก่อน
หลังจากใช้เวลาร่วมกันมาสองเดือน เฉินเลี่ยงก็ยิ่งรู้สึกว่าอู๋ลู่ลู่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนจริง ๆ บางทีอาจเป็นเพราะครอบครัวของเธอมีฐานะดีด้วยกระมัง
ไม่รู้ว่าอู๋ลู่ลู่พูดเล่นหรือเปล่า แต่เฉินเลี่ยงกลับจดจำเรื่องมื้อนั้นไว้อย่างจริงจังแล้ว
“เพื่อน...ตอนนี้เฉินเลี่ยงอย่างฉัน ในที่สุดก็มีความสามารถพอจะเลี้ยงข้าวเพื่อนได้แล้ว”
ทุกครั้งที่ถึงตอนนี้ เฉินเลี่ยงก็มักนึกถึงตัวเองในวันแรกที่เข้าโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหมิงเยว่ ยืนอยู่หน้าช่องขายอาหารสองช่อง แล้วต้องเลือกระหว่างอาหารราคา 8 หยวนกับ 12 หยวน
