เพราะเฉินเลี่ยงเข้าใจดีว่าอาจารย์พูดแบบนี้ก็เพราะอยากให้เขามีเป้าหมายที่ชัดเจน และหวังให้เขามุ่งมั่นก้าวหน้าต่อไป อย่าเพิ่งหมดแรงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้
“ผมเข้าใจครับอาจารย์ ผมจะพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำให้ได้”
“ใช่ แบบนี้สิถึงจะถูก เฉินเลี่ยง บ้านเธออยู่ที่ไหนล่ะ? แล้วพ่อแม่ล่ะ?”
จางเผิง ครูประจำชั้นยิ้มอย่างพอใจ ก่อนยกมือขวาวางบนไหล่เฉินเลี่ยงแล้วตบเบา ๆ
“บ้านผมอยู่หมู่บ้านลั่วอวิ๋นครับอาจารย์ พ่อแม่ไปทำงานที่เมืองเซินตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว”
“อ้อ เข้าใจแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเผิงก็มองเฉินเลี่ยงตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนจนใจและให้กำลังใจ
“เฉินเลี่ยง นักเรียนหลายคนในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหมิงเยว่ก็เป็นเหมือนเธอ”
“พอออกไปใช้ชีวิตในสังคมแล้วเธอจะรู้เองว่า การเรียนกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดที่เราจะใช้เปลี่ยนชะตาชีวิตได้ หรืออาจเป็นโอกาสเดียวของเราด้วยซ้ำ”
“เฉินเลี่ยง เพื่อตัวเธอเองและเพื่อพ่อแม่ ตั้งใจเรียน อย่ามาเสียใจทีหลัง เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับอาจารย์”
เฉินเลี่ยงมองชายวัยกลางคนตรงหน้า ผู้ที่ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคย ทั้งน่าเกรงขามและเป็นมิตร แล้วชั่วขณะหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าควรตีความคำพูดเมื่อครู่อย่างไร
“เอาละ ไปได้แล้ว เรียกเพื่อนที่นั่งข้างเธอออกมาด้วย”
จังหวะที่เฉินเลี่ยงกำลังจะหันหลังเดินออกไป จางเผิงที่อยู่ด้านหลังก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“จริงสิ เฉินเลี่ยง เธอเช่าห้องอยู่ที่หมู่บ้านจื่อเฉินข้างนอกใช่ไหม? ช่วงนี้หลังเลิกเรียนตอนเย็น เธอกลับกับอู๋ลู่ลู่บ่อย ๆ ใช่หรือเปล่า?”
“ใช่ครับอาจารย์ ผมเพิ่งรู้โดยบังเอิญว่าเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน”
หัวใจเฉินเลี่ยงเต้นรัวในทันที แต่บนใบหน้ากลับต้องพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นคงยิ่งอธิบายไม่ถูก
เขาไม่รู้ว่าอู๋ลู่ลู่บอกพ่อแม่ไปหรือยัง ยิ่งไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเธอมองเรื่องนี้อย่างไร และได้พูดกับจางเผิงหรือเปล่า
เมื่อเฉินเลี่ยงค่อย ๆ หันกลับมา ตั้งใจจะมองหาความผิดปกติบนใบหน้าของจางเผิง ก็เห็นอีกฝ่ายก้มหน้าอ่านใบคะแนนในมืออยู่
