แม้กระทั่งตอนนี้ เฉินเลี่ยงก็ยังสะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง ไม่อยากเชื่อเลยว่าทุกวันนี้ตัวเองจะหาเงินได้มากขนาดนี้ในแต่ละเดือน
แต่เมื่อเทียบกับนิยายแล้ว ผลการเรียนของเฉินเลี่ยงกลับไม่มีพัฒนาการเลยแม้แต่น้อย
เมื่อมองผลสอบประจำเดือนช่วงหลัง ๆ ที่อยู่ตรงหน้า เฉินเลี่ยงก็พบว่าอันดับของตัวเองกลับไปอยู่จุดเดิมอีกครั้ง เป็นตำแหน่งน่าอึดอัดที่ไม่ขึ้นไม่ลง เขาอดถอนใจไม่ได้
“เฮ้อ ดูท่าพรสวรรค์ของฉันคงมีแค่นี้แหละ”
ที่โรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหมิงเยว่ พอขึ้นชั้นมัธยมปลายปีสองก็มักจะสอนเนื้อหาใหม่ตลอดสามปีจนจบ จากนั้นพอถึงปีสามก็แทบจะเหลือแต่ทำโจทย์และทบทวนบทเรียน
ดังนั้น เมื่อเรียนเนื้อหาทั้งหมดจบแล้ว ผลการเรียนในภาคเรียนที่สองของชั้นมัธยมปลายปีสองจึงเป็นตัวกำหนดผลการเรียนตอนปีสามได้เป็นอย่างมาก
หลังจากครูประจำชั้นจางเผิงปลุกใจพวกเขาอย่างเต็มที่ ประกอบกับใกล้ถึงการสอบกลางภาคแล้ว นักเรียนหลายคนในห้องจึงแอบเพิ่มเวลาอ่านหนังสือกัน
ตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากวันนั้น ใคร ๆ ก็มักจะเห็นภาพแบบนี้
นักเรียนบางคนค่อย ๆ เร่งกินข้าวให้เร็วขึ้น
บางคนก็เลิกไปเล่นบาส
บางคนก็ไม่คุยเล่นช่วงพักอีกต่อไป
ช่วงนั้นบรรยากาศในห้องเรียนพลันเงียบสงบลงมาก แต่สำหรับเฉินเลี่ยงแล้ว ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับเขา แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องเลยสักนิด
ที่ว่าเกี่ยวข้องก็เพราะเมื่อในห้องเงียบลง เขาก็คิดพล็อตเรื่องได้สะดวกขึ้น
ส่วนที่ว่าไม่เกี่ยวข้องก็เพราะเรื่องเรียน เฉินเลี่ยงมีจังหวะของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร
การสอบกลางภาคใกล้เข้ามาทุกที ค่ำคืนที่ต้องเรียนเสริมตามปกติอีกคืนหนึ่ง หลังทำการบ้านคณิตศาสตร์เสร็จ เฉินเลี่ยงก็เริ่มแอบคิดพล็อตเรื่องใหม่เหมือนเช่นเคย
นอกหน้าต่างในช่วงต้นฤดูร้อนยังไม่ได้ยินเสียงจักจั่น กลับมีสายลมเย็นพัดมาเป็นระยะ ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ
คืนนี้จันทร์กระจ่างดาวพราวพร่าง เฉินเลี่ยงหันไปมองตามความเคยชิน ผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ออกไปยังภาพทิวทัศน์ดุจภาพวาดหมึกของทะเลสาบห่านขาวที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์
