รถยนต์ริมถนนแล่นฉิวผ่านไปทีละคันจนแยกไม่ออกว่า นี่คือความจริงหรือภาพลวงตากันแน่
ความสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่มีถูกผิดอะไรมากมาย มีเพียงคำว่าไร้ทางเลือกเท่านั้น
การเปิดอกพูดคุยกันอย่างจริงใจระหว่างคนในครอบครัวที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน ปลุกความทรงจำทั้งหมดที่ถูกฝังลึกไว้ในสมองขึ้นมา ทั้งยังเปิดช่องว่างเล็ก ๆ ในหัวใจที่ถูกปิดล้อมมาหลายชั้นอีกครั้ง
เฉินเลี่ยงหิ้วซาลาเปาที่เย็นชืดไปนานแล้วไว้ในมือ เดินไปยังห้องเรียนอย่างไร้จุดหมาย ราวกับว่าช่วงเวลานี้ต่างหากคือความฝัน
“ถูกผิด? โทษกัน? ตื่นเต้น? ดีใจ? ไร้ทางเลือก?”
อารมณ์และความทรงจำมากมายถักทอกันอยู่ในใจ ราวกับคลื่นยักษ์นับพันชั้นซัดเข้าฝั่ง หรือไม่ก็เหมือนหยดน้ำที่กัดเซาะหิน จนในที่สุดก็ถึงปลายทาง
ในเวลานี้ เฉินเลี่ยงรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
“เฉินเลี่ยง เฉินเลี่ยง เป็นอะไรไป? เฉินเลี่ยง”
จังหวะนั้นเอง เสียงใสวัยเยาว์อันคุ้นเคยของอู๋ลู่ลู่ก็ดังมาจากด้านหลัง เฉินเลี่ยงชะงักฝีเท้าทันที ก่อนค่อย ๆ หันกลับไปราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน
“เฉินเลี่ยง นาย... นายไม่เป็นไรใช่ไหม? สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย”
“เอ๊ะ? มะ...ไม่เป็นไร ฉันสบายดี”
เฉินเลี่ยงหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งยัดเข้าปากตามความเคยชิน ตอนนี้เขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่ตัวเองพูดอะไรออกไป
“เฉินเลี่ยง นาย... ทะเลาะกับคุณลุงคุณป้ามาเหรอ?”
เมื่อเห็นเฉินเลี่ยงดูเหม่อลอยไร้เรี่ยวแรง อู๋ลู่ลู่ก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืน จึงขยับเข้าไปใกล้แล้วถามเสียงเบา
“เอ๊ะ?”
“โธ่ ไม่ต้องเสียใจหรอก ก่อนหน้านี้ในลิฟต์ นายยังปลอบฉันอยู่เลยว่าให้เปิดใจคุยกับพ่อแม่ก็พอ นายลืมไปแล้วเหรอ? เป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรที่คุยกันไม่ได้ล่ะ?”
คำพูดของอู๋ลู่ลู่ทำให้เฉินเลี่ยงนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ แต่กลับเหมือนช่วยปลุกให้เขาตาสว่าง
“พ่อกับแม่ยอมถอยแล้ว ถึงขั้นเห็นด้วยให้ฉันเขียนนิยายด้วย”
“แล้วทำไมฉันยังเสียใจขนาดนี้?”
“ฉันรู้สึกผิดกับวิธีพูดของตัวเองเมื่อคืน หรือยังติดใจกับความน้อยใจที่เก็บซ่อนไว้ในใจมาตลอดเจ็ดปี หรือเป็นเพราะฉันทำตัวไม่รู้จักโต?”
บางทีเรื่องบางเรื่องก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะไม่มีวันได้ข้อสรุป และไม่มีวันมีคำตอบ
