เมื่อเห็นซูเนี่ยนเซิงหยุดกะทันหัน หลินหว่านซูก็ถามอย่างสงสัยว่า “เนี่ยนเนี่ยน เป็นอะไรไป?”
“แม่ หนูไม่เป็นไร แม่กับคนอื่นกลับไปกินข้าวก่อนนะ หนูไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวเดียวก็กลับมาแล้ว”
พูดจบ เธอก็แสร้งทำท่าปวดท้อง ก่อนจะรีบหายเข้าไปในความมืด
สายตาของซูอวิ๋นเยี่ยจับจ้องอยู่ที่ซูเนี่ยนเซิงมาตลอด ครั้นเห็นเธอวิ่งไป เขาก็เร่งฝีเท้าตามทันที แต่หลินหว่านซูกลับคว้าตัวเขาไว้ “น้องสาวไปเข้าห้องน้ำ แล้วจะตามไปทำไม?”
“ตามเนี่ยนเนี่ยน”
ซูอวิ๋นเยี่ยแกะมือเธอออก ยืนกรานว่าจะตามไปให้ได้
หลินหว่านซูขัดใจเขาไม่ไหว “ก็ได้ ๆ ไปเถอะ ช่วยดูคนให้เนี่ยนเนี่ยนด้วยล่ะ”
“เนี่ยนเนี่ยน เดินช้า ๆ หน่อย พี่ใหญ่ตามไปแล้ว!”
ซูเนี่ยนเซิงมองพี่ชายที่ตามมาด้วยแล้วได้แต่พูดไม่ออก
เธออาศัยแสงจันทร์ โบกมือไปมาตรงหน้าซูอวิ๋นเยี่ย “พี่ใหญ่ หายดีแล้วใช่ไหม?”
ซูอวิ๋นเยี่ยเอียงคอมองซูเนี่ยนเซิง ก่อนจะฉีกยิ้มซื่อ ๆ “ดี ตามเนี่ยนเนี่ยน”
ซูเนี่ยนเซิง “……”
“ตามฉันมา ห้ามส่งเสียง เข้าใจไหม?!”
ซูอวิ๋นเยี่ยพยักหน้าหงึก ๆ ดวงตาเป็นประกาย
สองพี่น้องอาศัยความมืดในยามค่ำคืนอำพรางตัว มุ่งหน้าไปยังบ้านหินอย่างเงียบเชียบ
ลมกลางคืนจากเกาะพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หอบเอากลิ่นเค็มชื้นของทะเลและกลิ่นน้ำมันเบนซินฉุนกึกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นมาด้วย
เมฆดำบดบังแสงจันทร์
ทั้งหน่วยผลิตหงซิงจมอยู่ในความมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง
ท้ายหมู่บ้าน คอกวัวเตี้ย ๆ กับบ้านหินเก่าโทรมของตระกูลซูตั้งเรียงข้างกันอยู่กลางพื้นที่รกร้าง
