ลู่ฉือหยวนกระตุกมุมปากเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนเบือนสายตาไปยังผืนทะเลที่คลื่นซัดโหมกระหน่ำ “ไม่ต้อง ผมชินแล้ว”
“ชิ ทำเก่งไปก็ทรมานตัวเองเปล่า ๆ”
ซูเนี่ยนเซิงพึมพำเสียงเบา แกะลูกอมเม็ดหนึ่งโยนเข้าปากจนแก้มป่อง แล้วก็ไม่สนใจเขาอีก
คนรอบข้างหลายคนเห็นภาพนี้เต็มตา
คนที่เมาเรือจนอยากกระโดดลงทะเลต่างจ้องเข็มเงินกับบ๊วยเปรี้ยวในมือซูเนี่ยนเซิง ตาเป็นประกาย
แต่ท่าทางตอนที่เธอฝังเข็มเมื่อครู่ช่างคล่องแคล่วจนดูน่าหวาดเสียว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอให้รักษาตามใจ ทว่าบ๊วยเปรี้ยวนั่นชวนกินเหลือเกิน
ซูเนี่ยนเซิงหูดีมาก เสียงกลืนน้ำลายของคนรอบตัวดังเข้าหูเธอชัดเจน
เกาะฉงโจวเป็นเกาะโดดเดี่ยว คนบนเรือลำนี้ต่อไปอาจได้เป็นเพื่อนบ้านที่เจอกันเช้าเย็น หรือไม่ก็เป็น “เพื่อนร่วมชะตากรรม” กันก็ได้
เพิ่งมาถึงที่ใหม่ มีเพื่อนมากกว่ามีศัตรูย่อมดีกว่า
“ฉันยังมีบ๊วยเปรี้ยวอีก ใครเมาเรือหนักก็มาหยิบไปได้เลย ไม่คิดเงิน”
เสียงของซูเนี่ยนเซิงไม่ได้ดังมาก แต่ใสกังวานพอจะฝ่าความอึกทึกโดยรอบ
ป้าหลายคนที่ใจกล้าหน่อยรีบเข้ามารับบ๊วยไปคนละสองสามเม็ด พร้อมกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก
พอบ๊วยเปรี้ยวลงท้อง ความรู้สึกคลื่นเหียนก็ทุเลาลงไม่น้อย สายตาที่พวกเธอมองซูเนี่ยนเซิงพลันเปลี่ยนเป็นสนิทสนม เรียกเธอว่า “น้องสาว” บ้าง “เด็กดี” บ้างอย่างเป็นกันเอง
ไม่นานผู้คนก็ล้อมซูเนี่ยนเซิงไว้เป็นวง ครอบครัว “ห้าประเภทดำ” ที่เดิมถูกคนรังเกียจ กลับกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมที่สุดบนดาดฟ้าเรือ
ลู่ฉือหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาเย็นชา
ผู้หญิงคนนี้ นอกจากฝีมือการแพทย์จะเก่งกาจแล้ว วิธีซื้อใจคนก็ช่ำชองไม่แพ้กัน
ทั้งที่ถูกส่งไปอยู่ชายแดน อนาคตยังไม่แน่นอน แต่คนในครอบครัวของเธอกลับไม่มีใครแสดงท่าทางห่อเหี่ยวเลยสักนิด
