รถไฟหัวรถจักรไอน้ำสีเขียวในยุค 70 คือขุมนรกเคลื่อนที่ และยังเป็นโลกใบเล็กที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย
ผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัดที่สถานีรถไฟ ราวกับมดแตกรัง
ท่ามกลางเสียงรถจักรไอน้ำคำราม เสียงโทรโข่งของเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว เสียงเด็กร้องไห้ และกลิ่นเหม็นเหงื่อจากผู้คนนับพันที่หลั่งไหลไปตามฝูงชน ทั้งยังมีกลิ่นบุหรี่ราคาถูก กลิ่นขี้ไก่ และกลิ่นควันถ่านที่อบอวลไม่จางหาย
ซูเนี่ยนเซิงหิ้วกระเป๋าผ้าใบใหญ่ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือจับข้อมือซูหมิงจูไว้แน่น เดินนำหน้าแหวกทาง
“หลีกหน่อย! อย่าเบียดกัน!”
“โอ๊ย ใครเหยียบเท้าฉัน!”
“ไก่ฉัน! ใครขโมยไก่ฉันไป!”
รอบข้างชุลมุนวุ่นวายไปหมด
ซูเว่ยกั๋วสะพายสัมภาระเดินรั้งท้าย จูงซูจื่อเหิงไว้ มืออีกข้างจับมือเด็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมเกร็งเขม็ง ดวงตากวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง กลัวว่าจะมีใครพุ่งชนเข้ามา
ซูอวิ๋นเยี่ยทำหน้าขึงขัง เดินตามติดอยู่ข้างพวกเขา ใช้ร่างสูงใหญ่เบียดเปิดที่ว่างให้ครอบครัว
ใครกล้าเข้ามาใกล้ เขาก็แยกเขี้ยวคำรามใส่ จนพวกหัวขโมยที่คิดฉวยโอกาสสองสามคนพากันถอยหนีไปไกล
“เนี่ยนเนี่ยน เดินช้าหน่อย แม่ตามไม่ทันแล้ว” หลินหว่านซูหอบหายใจ สีหน้าซีดลงเล็กน้อย
ซูเนี่ยนเซิงชะงักฝีเท้า หันกลับไปมอง
เพียงแวบเดียว เธอก็เห็นทั้งความหม่นหมองของยุคสมัยนี้ และความอิดโรยของคนในครอบครัว
“ใกล้ถึงแล้วค่ะ”
ซูเนี่ยนเซิงล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากมิติ แล้วยื่นให้หลินหว่านซู “เอามาปิดจมูกหน่อยค่ะ กลิ่นแรงมาก”
ซูเนี่ยนเซิงเองก็ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นทำได้อย่างไร สภาพครอบครัวของพวกเธอตอนนี้ไม่มีทางซื้อตั๋วตู้นอนได้แน่ เพราะในยุคนี้ คนที่จะได้นอนตู้นอนต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ก็มีเส้นสายพิเศษ
