รถไฟโยกคลอนเป็นจังหวะ ราวกับเปลที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กล่อมผู้คนส่วนใหญ่ให้หลับใหลไปในห้วงฝัน
ซูเนี่ยนเซิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงสะอื้นที่พยายามข่มกลั้น
เสียงดังมาจากเตียงชั้นล่าง เบาแสนเบา ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนใคร เสียงสะอื้นขาด ๆ หาย ๆ
ซูเนี่ยนเซิงลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบ อาศัยแสงวูบวาบที่ส่องผ่านหน้าต่างเป็นครั้งคราว จึงมองเห็นผ้าห่มของซูหมิงจูขยับไหวเล็กน้อย
เธอฝันร้ายอีกแล้ว
ก็ไม่แปลก หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในขุมนรกอย่างตระกูลหลิวมาสามปี ทั้งถูกทุบตี ด่าทอ วางยา และใช้งานราวกับสัตว์ ความหวาดกลัวที่ฝังลึกถึงกระดูกเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะลบเลือนได้ภายในวันสองวัน
ซูเนี่ยนเซิงถอนหายใจ พลิกตัวลงจากเตียงของตัวเองอย่างแผ่วเบาราวกับแมว
เธอเดินไปข้างเตียงของซูหมิงจู แล้วลูบหลังอีกฝ่ายเบา ๆ
“พี่ ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันอยู่นี่”
เสียงร้องไห้ของซูหมิงจูชะงัก ร่างกายเกร็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันขวับมา ดวงตาเบิกกว้างในความมืด เปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา
“เนี่ยนเนี่ยนเหรอ?”
เมื่อเห็นว่าเป็นซูเนี่ยนเซิง เธอจึงค่อยโล่งใจ ทว่าน้ำตากลับไหลหนักกว่าเดิม เธอกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมให้ตัวเองส่งเสียงร้องไห้ออกมา
“ฝันร้ายเหรอ?”
“ฝันถึงคนบ้านนั้นอีกแล้วใช่ไหม?”
ซูเนี่ยนเซิงนั่งลงข้างเตียง ล้วงลูกอมนมกระต่ายขาวเม็ดใหญ่ออกจากกระเป๋า แกะห่อแล้วยัดใส่ปากให้เธอ
รสหวานหอมละลายอยู่ในปาก ราวกับช่วยเจือจางความขมขื่นในใจได้บ้าง
ซูหมิงจูพยักหน้า เสียงอู้อี้ขึ้นจมูกอย่างหนัก “ฉันฝันว่า...ฝันว่าพวกเขามาจับฉันอีกแล้ว บอกว่าฉันขโมยเงินพวกเขา จะตีขาฉันให้หัก...”
