ซูเนี่ยนเซิงเดินมาถึงกำแพงล้อมบ้านตระกูลจ้าวอย่างคล่องแคล่วคุ้นเคย
บ้านตระกูลจ้าวเป็นเรือนเดี่ยวหลังเล็ก แม้เทียบกับบ้านตระกูลซูในบริเวณบ้านพักไม่ได้ แต่แถวนี้ก็นับว่าเป็นครอบครัวมีฐานะ
ตอนนี้ประตูบ้านปิดสนิท ทว่าไฟในห้องโถงยังสว่างอยู่
ซูเนี่ยนเซิงแตะปลายเท้ากับโคนกำแพง อาศัยแรงส่งอันพอดี กระโดดขึ้นไปบนกำแพงอย่างเงียบกริบราวกับนกนางแอ่น ก่อนจะย่อตัวลงแนบไปกับเงามืดเหมือนจิ้งจก
ทักษะลอบเร้นที่ฝึกฝนมานานสิบปีในยุควันสิ้นโลก เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่าคนในยุคนี้อย่างเทียบไม่ติด
เสียงพูดคุยดังแว่วมาจากในบ้าน ซูเนี่ยนเซิงกลั้นหายใจตั้งใจฟัง ประสาทสัมผัสด้านการได้ยินพลันเฉียบคมถึงขีดสุด
“...นังตัวดีนั่น ทำฉันโมโหแทบตาย! ห้าร้อยหยวนนะ! ตั้งห้าร้อยหยวน!”
แม้จะมีหน้าต่างกั้น เสียงแหลมบาดหูของจางกุ้ยเฟินก็ยังดังชัด ดูท่าเธอจะเจ็บใจเรื่องเงินมากจริง ๆ
“พอได้แล้ว! จะโวยวายเหมือนคนตายทำไม!”
จ้าวเจี้ยนเย่ตวาดอย่างหงุดหงิด “ให้เงินไปแล้วก็แล้วไป ขอแค่อนาคตของไห่ชิงยังอยู่ ต่อไปจะหาเงินคืนเท่าไรก็ได้!”
“ก็เพราะคุณนั่นแหละ ทำไมถึงไปรับปากเรื่องแต่งงานทั้งที่ไม่มีอะไร!” จางกุ้ยเฟินร้องโวยวาย
“ยังกล้าพูดอีกนะ ใครใช้ให้คุณใจร้อนขนาดนั้นล่ะ? แต่งงานแล้วมันยังไง หย่ากันทีหลังก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นบ้านตระกูลซูก็ถูกส่งไปใช้แรงงานแล้ว นังเด็กนั่น ต่อไปก็ปล่อยให้เราบีบกดตามใจชอบ ของในบ้านตระกูลซูก็ต้องตกเป็นของเราอยู่ดี! เรื่องง่าย ๆ แท้ ๆ ดูสิว่าพวกคุณทำจนเป็นเรื่องไปได้ยังไง!”
จางกุ้ยเฟินฟังแล้วก็เห็นด้วย รู้ตัวว่าตัวเองผิด จึงพูดเสียงอ่อยว่า “คุณก็ไม่เห็นบอกฉันแต่แรกนี่”
จ้าวเจี้ยนเย่ถลึงตามองเธอ “ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง แถมยังทำเรื่องพังอีก!”
“พ่อ จะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริง ๆ เหรอ?”
น้ำเสียงของจ้าวไห่ชิงแฝงความอำมหิต ความเจ็บปวดตามร่างกายกับความอัปยศที่ถูกถอนหมั้นทำให้เขาเคียดแค้นฝังใจ
