ภายในห้องรับแขก จ้าวอีหลิงนั่งอยู่บนโซฟา ข้างกายยังมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย
หญิงสาวดูมีอายุไล่เลี่ยกับเวินลิ่งเจา สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวเรียบง่าย ผมรวบมัดไว้อย่างไม่พิถีพิถัน ด้านหลังมีเป้ใบหนึ่งที่ผ่านการซักจนสีซีดจาง
เวินลิ่งเจาตกตะลึงในใจ
นี่ใครกัน?!
ขาของเธอแทบจะยืนไม่อยู่
หรงเซี่ยนที่อยู่ข้างกายสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงขมวดคิ้วแล้วประคองเธอไว้
จ้าวอีหลิงยิ้มพลางแนะนำให้พวกเขารู้จัก “เจาเจา นี่คือเพื่อนที่แม่หาให้ลูก ชื่อเสิ่นอิน เธอเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวงเหมือนกัน ทั้งยังเรียนสาขาเดียวกับลูก แต่อยู่ชั้นปีสูงกว่าหนึ่งปี ต่อไปจะได้ช่วยดูแลลูก ผลการเรียนของเธอดีมาก ถ้าลูกมีเรื่องไหนไม่เข้าใจในการเรียน ก็ไปถามเธอได้”
ผลการเรียนของเวินลิ่งเจาอยู่ในระดับธรรมดา พูดตามตรงก็คือแย่มาก แต่เธอไม่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ตระกูลเวินจึงพยายามหาทางกันไม่น้อย สุดท้ายก็ส่งเธอเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวงได้
มหาวิทยาลัยเมืองหลวงเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเมืองหลวง ปกติการเรียนหนักหน่วง เธอตามไม่ทันจนร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ทำเอาจ้าวอีหลิงปวดใจ กลัวว่าร่างกายของลูกจะรับไม่ไหว
จ้าวอีหลิงไม่ได้คาดหวังอะไรจากเธอมากนัก ขอแค่มีความสุขกับชีวิตมหาวิทยาลัยก็พอ
ตอนนี้พูดเสียสวยหรูว่าเป็นเพื่อน แต่พูดให้ไม่น่าฟังก็คือผู้ช่วยที่คอยเรียนเป็นเพื่อน ช่วยแบ่งเบาภาระการเรียนให้เธอ จะได้ไม่ต้องกลุ้มใจกับเรื่องจุกจิกอย่างการบ้าน การทดลอง และรายงาน
เสิ่นอินเป็นคนที่ตระกูลเวินคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน ผลการเรียนดี เชื่อฟัง นิสัยอ่อนโยน เติบโตมาในสถานสงเคราะห์ และได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเวินมาตั้งแต่เด็ก
จ้าวอีหลิงวางใจที่จัดคนแบบนี้ไว้ข้างกายเวินลิ่งเจา รับรองว่าไม่มีปัญหาอะไร
เวินลิ่งเจาแสดงท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรง
“ฉันไม่เอา!”
น้ำตาพลันร่วงลงมา ก่อนจะร้องไห้โฮออกมาแทบจะทันที
คนทั้งห้องต่างชะงัก ไม่มีใครคิดว่าเธอจะมีอารมณ์รุนแรงถึงเพียงนี้
จ้าวอีหลิงรีบลุกขึ้น “คนดี เป็นอะไรไปจ๊ะ?”
เวินลิ่งเจาไม่กล้ามองหน้าเธอ กลัวว่าถ้ามองนานเข้า จ้าวอีหลิงจะสังเกตเห็นขึ้นมาว่าเธอหน้าตาไม่เหมือนตัวเอง
