เวินเหยียนครุ่นคิด
คำพูดของเขาใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล
เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ เห็นได้ชัดว่าฉางเล่อโหยวถูกคนอื่นหลอกใช้เป็นเครื่องมือ เบื้องหลังยังไม่รู้ว่ามีศัตรูของตระกูลฟู่มากน้อยแค่ไหนคอยเติมเชื้อไฟ
หากรอให้ฟู่ถิงจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยย้อนกลับมาคิดบัญชี ถึงตอนนั้นคงสายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้
ฉางเล่อโหยวเป็นคนเหลวไหล ทำผิดก็จริง แต่เธอจะไม่สนใจเขาไม่ได้
พูดกันตามตรง เรื่องนี้เธอเองก็มีส่วนรับผิดชอบ หากไม่ลังเลใจอยู่ตลอด ก็คงไม่ทำให้เขาขาดสติจนก่อเรื่องแบบนี้
เวินเหยียนโทรหาฟู่ถิง
แน่นอนว่าเลขานุการเป็นคนรับสาย ในเวลานี้มีคนไม่มากนักที่จะติดต่อฟู่ถิงได้โดยตรง
“ฉันมีเรื่องสำคัญมาก อยากคุยกับเขาด้วยตัวเอง วันนี้ไม่ได้ แล้วพรุ่งนี้พอจะมีเวลาหรือเปล่า?”
เวินเหยียนยืนกราน “ฉันจะถอนหมั้น”
ภายในคฤหาสน์
เวินลิ่งเจาอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว จนใช้ชีวิตเหมือนคนป่าอย่างเต็มตัว
ติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้ ใช้อินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้ แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับคนป่ายุคดึกดำบรรพ์เลยหรือไง
เธออ้อนเลขานุการให้โทรหาฟู่ถิง จนในที่สุดก็เรียกเขามาที่นี่ได้
แต่เขาอยู่ได้ไม่นาน บอกว่าครึ่งชั่วโมงก็ต้องไปแล้ว
“พี่คะ ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง?”
ทั้งที่บอกว่าอยากเจอเขา แต่คำถามแรกที่เอ่ยเมื่อพบหน้ากลับเป็นเรื่องพวกนี้
“กำลังจัดการอยู่”
“แล้วจัดการไปถึงไหนแล้วคะ? ทางตระกูลเวินว่ายังไงบ้าง ฉันกังวลนิดหน่อย”
ฟู่ถิงมองใบหน้าอิ่มเอิบของเธอ สีหน้าดีขึ้นทุกวัน ดวงตาก็ใสกระจ่าง ไม่เห็นมีแววกังวลแม้แต่น้อย
