บทสนทนาของทั้งสองปะทะกันรุนแรงเสียจนพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
แม้สีหน้าของฟู่ถิงจะดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร แต่คนตาดีย่อมรู้ว่าอารมณ์ของเขาไม่ดีนัก
ก็แน่ล่ะ ผู้หญิงของตัวเองพูดออกมาแบบนั้น ใครจะอารมณ์ดีได้ ราวกับลูกของเขาเป็นสิ่งสกปรกอย่างไรอย่างนั้น
“ยกอาหารออกไป” ฟู่ถิงสั่งพี่เลี้ยง
เวินลิ่งเจาเปลี่ยนใจอีกครั้ง ตั้งใจขัดเขา “ห้ามยกออก”
เมื่อครู่เธอไม่อยากกิน แต่พออาเจียนเสร็จแล้วกลับอยากกินขึ้นมา
“ตัวเองไม่กินแล้วยังไม่ให้คนอื่นกินอีก คุณนี่ใจร้ายเกินไปแล้ว คิดจะปล่อยให้ฉันหิวตายหรือไง”
ถ้าก่อนหน้านี้ข้ออ้างที่เธอใช้เอะอะยังพอฝืนฟังขึ้น ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าไร้เหตุผลเต็มที
“ด่าผมแล้วเนื้อผมก็ไม่หายไปครึ่งขีดหรอก แต่ถ้าคุณโมโหจนสุขภาพเสียขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?”
ฟู่ถิงไม่ใช่คนที่จะเก็บเอาคำพูดประชดประชันไม่กี่คำของเธอมาคิดเล็กคิดน้อย เขาไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น แม้คำพูดเมื่อครู่ว่าเธอไม่ต้องการลูกของเขาจะทำให้เขาโมโหจริง ๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะโกรธเธอเป็นเรื่องเป็นราว
“ถ้าอยากกินก็กิน เปลี่ยนเป็นของว่างหรือผลไม้ก็ได้ตามใจ ถ้าไม่อยากกินก็ให้พี่เลี้ยงยกออก อย่าทำตัวเอาแต่ใจ”
เห็นเธอกำลังจะระเบิดอารมณ์ เขาก็รีบพูดต่อทันที “ผมไม่ได้หมายความว่าคุณเอาแต่ใจ เมื่อกี้พูดผิด”
ตลอดหลายปีมานี้ คนที่บีบให้เขาต้องระมัดระวังคำพูดถึงขนาดนี้มีเพียงเธอคนเดียว
เขาเคยต้องระวังคำพูดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เธอทำให้เขาจนปัญญาจริง ๆ
