เรือนพักเดิมของเฉียวเนี่ยน มีนามว่าตกหลัวเหมย
ภายในเรือนปลูกท้อไว้หลากหลายสายพันธุ์ นับตั้งแต่ย่างเข้าฤดูหนาว ดอกท้อในเรือนตกหลัวเหมยจะแย่งชิงกันเบ่งบาน และไม่โรยราไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ
ต้นท้อเหล่านั้น ล้วนเป็นสิ่งที่โหวเย่หลินให้คนไปตามหาและนำกลับมาจากทั่วทุกสารทิศของแคว้นจิ้ง เพียงเพราะครั้งยังเด็ก เฉียวเนี่ยนเคยเอ่ยว่า ทั้งชีวิตนี้สิ่งที่ชอบที่สุดคือดอกท้อ
จวนโหวใช้เงินไปกับการดูแลต้นท้อเหล่านั้นถึงปีละหลายร้อยตำลึง
ทว่า เมื่อปีนั้น หลินเยวียนกลับมา และเพียงเอ่ยว่า ดอกท้อในเรือนของท่านพี่ช่างงดงามยิ่งนัก เรือนตกหลัวเหมยก็ตกเป็นของนาง
ตอนนั้นเฉียวเนี่ยนเต็มไปด้วยความคับแค้น บัดนี้นึกถึงกลับไม่มีอารมณ์ใดหลงเหลือ
หลินเยวียนคือธิดาแท้ของจวนโหว ของในเรือนนี้ก็ดี ผู้คนก็ดี ย่อมเป็นของนาง
ส่วนนาง หาใช่ผู้ใดอื่น นอกจากคนนอกที่แอบแฝงตัวมานั่งรังนกกระสา
สาวใช้ที่นำทางกลับกระตือรือร้นยิ่ง "สาวใช้ที่เคยปรนนิบัติท่านก่อนหน้านี้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ฮูหยินให้ข้าไปติดตามรับใช้ท่านต่อจากนี้ ข้าชื่อหนิงซวง หากท่านมีเรื่องใด ก็ให้ข้าทำตามแต่ใจเถิด"
หนิงซวงมีใบหน้าทรงข้าว พวงแก้มอวบอิ่ม เฉียวเนี่ยนรู้สึกคุ้นหน้า จึงเอ่ยถาม "เจ้าเป็นคนในเรือนท่านโหวน้อยหรือ"
หนิงซวงดูตื่นเต้นยินดี "ท่านยังจำข้าได้หรือ"
เฉียวเนี่ยนผงกศีรษะเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตนมักไปเดินเล่นที่เรือนของหลินเยี่ย จึงมีภาพจำต่อคนของหลินเยี่ยได้ตามธรรมชาติ
ทว่ากลับไม่เข้าใจ เหตุใดหลินเยี่ยจึงส่งคนของตนมาอยู่ใกล้ตัวนาง
พอคิดถึงว่าช่วงสามปีมานี้หลินเยี่ยเคยเข้าใจผิดนางหลายครั้งว่าคิดร้ายต่อหลินเยวียน เฉียวเนี่ยนก็คิดอีกว่า เขาคงส่งหนิงซวงมาเป็นผู้สอดส่องตนกระมัง
เรือนฝางเหอหย่วนไม่กว้างใหญ่เท่าใดนัก เมื่อเข้าประตูเรือนก็เห็นสระบัว ในฤดูร้อน บัวในสระจะบานสะพรั่งแข่งกัน อันที่จริงนอกจากยุงจะมากไปหน่อย ก็นับว่างามนัก
ทว่าในฤดูนี้บัวได้โรยราไปนานแล้ว เหลือเพียงกิ่งแห้งซากหักที่เกาะกุมอยู่บนผิวน้ำเยือกแข็ง สั่นคลอนราวจะร่วงหล่น ภาพที่อ้างว้างเช่นนี้กลับทำให้เรือนฝางเหอหย่วนดูหนาวเย็นกว่านอกเรือนเสียอีก
ยังดีที่ ในเรือนกลับอบอุ่น
ภายในเรือนมีเตาไฟจุดอยู่ คนรับใช้ก็เตรียมน้ำร้อนไว้แต่เนิ่นแล้ว หนิงซวงยื่นมือเข้ามาเหมือนตั้งใจจะช่วยเฉียวเนี่ยนสรงน้ำ แต่นางกลับถูกเฉียวเนี่ยนกดข้อมือไว้
"ไม่ต้อง ข้าทำเองดีกว่า"
หนิงซวงมีสีหน้าประหลาดใจ "เช่นนี้จะดีได้อย่างไร เหตุใดจึงให้ท่านทำเอง"
"ข้าทำเอง" เฉียวเนี่ยนย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่กลับเปี่ยมด้วยพลังที่ไม่อาจโต้แย้งได้
หนิงซวงจำต้องวางเสื้อผ้าในมือลง "เช่นนั้น ข้าจะรอปรนนิบัติอยู่ข้างนอก ท่านมีสิ่งใดต้องการก็เรียกข้า"
"อืม" เฉียวเนี่ยนตอบรับเบา ๆ แล้วไม่กล่าวใดต่อ จนกระทั่งเห็นหนิงซวงเดินออกไป พลางปิดประตูเรือน
นางจึงเดินไปหลังฉาก ทีละน้อย ๆ ถอดเสื้อผ้าบนร่าง...
หนึ่งชั่วยามต่อมา เฉียวเนี่ยนจึงมาถึงเรือนของไท่ไท่
ทว่าเพิ่งเข้าประตูก็ถูกหลินเยี่ยขวางไว้
"เหตุใดไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า" หลินเยี่ยมีสีหน้าโกรธจัด เต็มไปด้วยความรำคาญ แววตามองเฉียวเนี่ยนก็แฝงความรังเกียจ "เจ้าคิดจะให้ท่านย่าเห็นกายแต่งของนางในวังเช่นนี้ เพื่อให้ใจอ่อนสงสารเจ้างั้นหรือ"
เฉียวเนี่ยนอ้าปากจะอธิบาย แต่หลินเยี่ยไม่ให้โอกาส ยื่นมือผลักนางออกนอกประตู "ข้าเตือนเจ้า ท่านย่าร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจทนการกระตุ้นได้ ไสหัวนำความคิดเล็ก ๆ เหล่านั้นกลับไปเสีย หากทำให้ท่านย่าเป็นอะไรไป ข้าไม่มีทางยกโทษให้"
เฉียวเนี่ยนถูกผลักออกจากประตูเรือน วันนี้เท้าก็พลิกอยู่แล้ว ยังถูกเขาผลักสะบัดติดกันหลายครั้ง ข้อเท้าจึงปวดแปลบขึ้นมา เมื่อยืนไม่อยู่ ทั้งร่างจึงล้มคะมำลงบนพื้น
ภาพนี้ ประจวบเหมาะกับที่ฮูหยินหลินเดินมาทางนี้พอดี
"เยี่ยเอ๋อ เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ"
ฮูหยินหลินรีบรุดเข้ามา เห็นเฉียวเนี่ยนลุกขึ้นไม่ง่าย จึงให้สาวใช้ข้างกายช่วยประคอง
หลินเยี่ยมองอย่างเย็นชา "ท่านแม่ อย่าโทษข้า นางเจตนาร้าย ท่านให้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาแล้ว นางยังแต่งกายเช่นนี้ไปพบท่านย่า มิใช่คิดบีบให้ท่านย่าตายทั้งเป็นหรอกหรือ"
ได้ยินเช่นนั้น ฮูหยินหลินจึงสังเกตว่าเฉียวเนี่ยนยังสวมเสื้อผ้านางในวัง
อดไม่ได้ที่จะถอนใจ แต่ยังคงเอ่ยอย่างอ่อนโยน "เนี่ยนเนี่ยน สามปีที่เจ้าไม่อยู่ในจวน ร่างกายท่านย่าของเจ้าแย่ลงเรื่อย ๆ พี่ชายเจ้าไม่ควรลงไม้ลงมือกับเจ้าเช่นนี้ แต่เขาก็เป็นห่วงสุขภาพท่านย่า เสื้อผ้าชุดนี้ เจ้ากลับไปเปลี่ยนเถิด"
เฉียวเนี่ยนเงยหน้ามองฮูหยินหลิน แล้วมองหลินเยวียน แค่นั้นจึงเอ่ยปาก "เสื้อผ้าคับไปหมด"
เสื้อผ้าใหม่ที่ฮูหยินหลินเตรียมให้ คงตัดตามขนาดของหลินเยวียน
แต่นางสูงกว่าหลินเยวียนครึ่งคืบ เสื้อผ้าเหล่านั้นจึงไม่พอดีกับนาง
ฮูหยินหลินเต็มไปด้วยความละอาย "เช่นนี้เอง เป็นเพราะแม่ละเลย แม่จะให้คนไปตัดให้ใหม่"
ทว่าหลินเยี่ยกลับโกรธกว่าเดิม "ไม่พอดีอย่างไร เจ้าเพียงสูงกว่าเยวียนเอ้อหน่อยเท่านั้น ไหนเลยจะใส่ไม่ได้ ไปเป็นนางในวังมาสามปี กลับยิ่งจู้จี้จุกจิก"
เฉียวเนี่ยนสูดลมหายใจลึก นึกถึงนิสัยที่ชอบใส่ร้ายคนของหลินเยี่ย ในที่สุดนางก็เปิดแขนเสื้อต่อหน้าธารกำนัล
"มิใช่ใส่ไม่ได้ แต่ปิดไม่มิด"
สิ้นเสียง รอบด้านเกิดเสียงสูดลมหายใจเย็น
เห็นแต่มือของเฉียวเนี่ยนสองข้างเขียวช้ำและบวมแดง เป็นบาดแผลจากน้ำแข็งกัดอยู่มาก บางแห่งถึงขั้นผิวแตกออก นับว่าน่ามองยิ่งนัก
แต่สิ่งที่น่ามองที่สุดยังเป็นรอยแผลบนแขนนาง
ไม่อาจทราบว่าเป็นแผลจากแส้หนังหรือแส้ไม้ไผ่ แนว ๆ แผลใหม่แผลเก่า รอยแดงรอยดำ ประสานสานกัน ดุจตาข่ายซอมซ่อลามจากแขนไปถึงหลังมือ
หลินเยี่ยจึงเข้าใจ ว่าปิดไม่มิดที่ว่านี้คือสิ่งใด
หากเสื้อผ้าไม่พอดี แขนเลี้ย่อมสั้นไปส่วนหนึ่ง เมื่อนางคำนับท่านย่า ก็จะเผยรอยแผลเหล่านี้ให้เห็น เมื่อนั้นท่านย่าได้เห็น จะโทมนัสเพียงใด
ฮูหยินหลินก็เข้าใจเช่นกัน
น้ำตาเอ่อหยดลงในพลัน พลางก้าวเข้าประคองมือทั้งคู่ของเฉียวเนี่ยน ปวดใจยิ่ง
"แม่ยังคิดว่าเจ้าทำใจไม่ได้จึงไม่ให้แม่แตะต้อง ที่แท้ก็... แม่ทำให้เจ้าเจ็บใช่หรือไม่"
เฉียวเนี่ยนไม่ออกเสียง ทั้งไม่ได้ชักมือกลับ ปล่อยให้ฮูหยินหลินประคองอย่างนั้น
ด้านข้าง หนิงซวงก็แดงขอบตาทั้งคู่ "มิน่าท่านไม่ยอมให้ข้าปรนนิบัติ ท่านบาดเจ็บไปทั้งร่างใช่หรือไม่"
บาดเจ็บไปทั้งร่าง
เพียงแค่บนแขนก็สะเทือนใจพออยู่แล้ว หากทั้งร่างเป็นเช่นนั้น...
ฮูหยินหลินลมหายใจแปรปรวน "เร็ว ไปเรียกหมอ"
มีสาวใช้รับคำแล้วไป ส่วนหลินเยวียนข้างนั้นก็มีน้ำตาไหลอาบ "พวกนาง พวกนางทำกับท่านพี่ได้อย่างไรกัน"
ที่จริงหากหลินเยวียนไม่เอ่ยเช่นนี้ก็คงดีกว่า ทันทีที่นางเอ่ย ในใจเฉียวเนี่ยนก็มีจิตอกุศลใจร้อนผ่าวพลุ่งออกมา
นางมองหลินเยวียน เอ่ยเรียบ ๆ "ก็ถูกยุแยงจากองค์หญิงน่ะสิ ผู้ใดรังแกข้าได้ ก็จะไปรับรางวัลจากองค์หญิง ยิ่งรังแกรุนแรง ก็ยิ่งได้รางวัลมาก ใครใช้ให้... ข้าทำชามแก้วขององค์หญิงแตกเล่า"
สิ้นคำ ร่างของหลินเยวียนแข็งตะคอก ดวงตาสองข้างเบิกกว้าง จ้องมองเฉียวเนี่ยน หยาดน้ำตาเม็ดใหญ่หยดลงต่อเนื่อง
ดูราวกับว่า คนที่ถูกข่มเหงมาสามปีนั้นคือนาง
ส่วนสาวใช้ที่ข้างหลังนางกลับก้มศีรษะ ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
สามปีแล้ว สาวใช้ที่เคยใส่ร้ายนางในครานั้นยังคงยืนอยู่ข้างกายหลินเยวียนอย่างดี ด้วยเหตุนี้ความสงสารที่ฮูหยินหลินเอ่ยแสดงออกมา เมื่อเฉียวเนี่ยนได้ยินกลับให้ความรู้สึกแต่เพียงว่า ช่างน่าขัน