เมื่อเห็นว่าไมตรีของหลินเยวียนถูกเฉียวเนี่ยนสวนกลับมา หลินเยี่ยก็รีบเก็บความรู้สึกผิดในใจ เอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าไม่ต้องมาเหน็บแนมเช่นนี้ ในเมื่อบาดเจ็บอยู่ เหตุใดไม่บอกแต่แรก ปากไม่มีหรืออย่างไร”
หากนางบอกแต่แรก เขาย่อมต้องไปที่สำนักหมอหลวงขอโอสถมามอบให้นางเป็นแน่!
“เมื่อครู่ข้าตั้งใจจะเอ่ย ทว่าท่านโหวน้อยมิได้ให้โอกาส” น้ำเสียงของเฉียวเนี่ยนราบเรียบ มือทั้งสองก็ดึงกลับมาจากมือของฮูหยินหลินในที่สุด
แววตาของหลินเยี่ยมืดมนลง นางกลับมาจวนแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังไม่ยอมเรียกเขาว่าอาพี่?
โทสะในใจมิได้ลดน้อยลง เขาตวาดเสียงต่ำ “ข้าเองก็อยากถามเช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรสาวกิมตึ้งของจวนโหวข้า ตั้งแต่เล็กก็ฝึกยุทธกับครุมวยในจวน ในกรมซักรีดนั้นมีจอมยุทธผู้ใดกัน ถึงได้ทำร้ายเจ้าจนบาดเจ็บถึงเพียงนี้”
เพียงคำพูดเดียว ก็ทำให้อกของเฉียวเนี่ยนบีบรัดขึ้นมาทันใด
นางหลุบตาลงดึงแขนเสื้อลง น้ำเสียงแผ่วเบาทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบจนคนสั่นสะท้าน “แรกเริ่มข้าก็เคยขัดขืน ดังที่ท่านโหวน้อยว่าไว้ พวกเหล่านางในล้วนมิใช่คู่มือของข้า ทว่าพวกนางสู้ข้าไม่ได้ก็จะใช้วิธีต่ำทรามในที่ลับ เช่นยามข้าหลับสนิทก็จะเอาน้ำเย็นสาดมาเต็มอ่างใส่เตียงข้าทีละกะละมัง ๆ ยามกินข้าวคนอื่นตักน้ำแกงได้ ข้ากลับตักได้แต่น้ำล้างหม้อ นำเสื้อผ้าที่ข้าลำบากซักเสร็จแล้วไปโยนลงในส้วม หรือไม่ก็เอาปริมาณงานที่ควรเป็นของพวกนางมาเหมารวมให้ข้าทำ”
พูดมาถึงตรงนี้ นางเงยหน้าขึ้นมองหลินเยี่ย แววตาเยือกเย็นชัดเจนว่าไม่ได้แฝงความรู้สึกใด ๆ ทว่ากลับทำให้มือทั้งสองของหลินเยี่ยสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
“ข้าเองก็เคยขอความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงผู้ดูแล ทว่าสิ่งที่ได้รับนอกจากการโบยตีก็ไม่มีอื่นใดอีก ดังนั้นจึงค่อย ๆ ไม่ขัดขืนอีกต่อไป เตียงเปียกข้าก็นอนบนพื้น ในข้าวมีน้ำล้างหม้อข้าก็กินลงไปได้ ครั้งหนึ่งพี่เลี้ยงลงมือหนักหน่วงเกือบตีข้าตาย คงจะยังเกรงกลัวจวนโหวอยู่บ้าง หลังจากนั้นมือก็ไม่หนักหนาเท่าแต่ก่อนแล้ว”
เมื่อเห็นแววตาที่เหลือเชื่อของหลินเยี่ย มุมปากของเฉียวเนี่ยนก็ยกยิ้มเย้ยหยัน “ดังนั้น ท่านโหวน้อยจึงคิดว่าข้าจงใจประสบกับเรื่องเหล่านั้น เพื่อแลกความผิดบาปและความเสียใจของพวกท่านงั้นหรือ”
“อย่าได้หลงผิด ข้าจะไม่รู้จักฐานะของตัวเองได้อย่างไร พวกท่านอาจรู้สึกผิด ทว่าไม่มีทางเสียใจ ได้ยินถึงตอนนี้ ก็คงได้แต่ดีใจที่คนที่ถูกส่งตัวไปยังกรมซักรีดเมื่อครั้งนั้นคือข้า มิใช่หลินเยวียน ใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นแววตาที่เอ่ยถามในดวงตาของเฉียวเนี่ยน หลินเยี่ยก็รู้สึกเพียงว่าภายในอกของตนมีมือข้างหนึ่ง กำลังบีบกระชากหัวใจของตนอย่างแรง
ทว่า เขากลับไม่สามารถแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำโต้แย้งได้สักคำ
“เนี่ยนเนี่ยน อย่าพูดอีกเลย!” ฮูหยินหลินกุมอก ร้องไห้จนหายใจรวน “ล้วนเป็นความผิดของแม่เอง แม่ผิดต่อเจ้า”
“ฮูหยินมิได้ผิดต่อข้า” เฉียวเนี่ยนยังคงเป็นน้ำเสียงแผ่วเบาดุจสายลม ฟังดูอ่อนโยนยิ่ง
ทว่าความอ่อนโยนนี้แตกต่างจากของหลินเยวียนอย่างสิ้นเชิง
ความอ่อนโยนของหลินเยวียนนั้นทำให้คนปวดใจ ทำให้คนรู้สึกสบายใจ
ทว่าของเฉียวเนี่ยน กลับเป็นดั่งกระบี่อ่อน ทุกคำพูดล้วนบาดคนจนเลือดนอง
“ฮูหยินเลี้ยงดูข้ามาสิบห้าปี มีพระคุณต่อข้า จะทำสิ่งใดก็ล้วนสมควร”
“ทว่าในใจเจ้ามีความเคียดแค้น!” หลินเยี่ยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดดั่งถูกกระชากในใจกลับทำให้เขาหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล
เขาท่าทางราวกับมองทะลุเฉียวเนี่ยนได้ แค่นเสียงเย็นเอ่ยว่า “ทุกสิ่งที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้ล้วนจงใจ จงใจเย็นชาเหินห่างต่อพวกเรา จงใจล้มลงต่อหน้าท่านแม่ เจ้าใช้เล่ห์เหลี่ยมนี้ต่อหน้าเซียวเหิงด้วยหรือเปล่า ได้ใจเขาจึงได้นั่งรถม้าของเขากลับมา? หลินเนี่ยน เจ้าจงทำความเข้าใจเสียใหม่ เซียวเหิงไม่ใช่คู่หมั้นของเจ้าอีกต่อไป ปัจจุบันเขาเป็นคู่หมั้นของเยวียนเอ้อ พวกเขาใกล้จะแต่งงานกันแล้ว!”
เมื่อเห็นใบหน้าเปี่ยมไปด้วยโทสะของหลินเยี่ย เฉียวเนี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจในใจ สมกับเป็นอาพี่ของนางสิบห้าปี ทุกคำพูดของหลินเยี่ยล้วนทิ่มแทงหัวใจนางได้อย่างแม่นยำ
ยังดีที่หัวใจดวงนี้ถูกเคี่ยวกรำมาสามปี นานแล้วที่ไม่มีสิ่งใดทำร้ายได้
“ท่านโหวน้อยธุระสำคัญยุ่งยาก คงหลงลืมไปแล้วว่าเมื่อสามปีก่อนเคยผลักข้าตกลงมาจากเรือนเล็ก ครั้งนั้นข้าก็บาดเจ็บที่เท้า ยังไม่ทันหายดีก็ถูกส่งเข้ากรมซักรีดอีก สามปีมานี้ อาการบาดเจ็บที่เท้าของข้ากำเริบอยู่บ่อยครั้ง วันนี้ท่านโหวน้อยเตะข้าตกลงมาจากรถม้าบาดเจ็บซ้ำอีก ดังนั้นเมื่อครู่ข้าจึงยืนไม่อยู่จริง ๆ ส่วนแม่ทัพเซียว... เหตุใดท่านโหวน้อยจึงคิดว่าเขาจะเกิดความสงสารข้า เพราะท่านเห็นข้าสูงเกินไป หรือเพราะดูแคลนคุณหนูหลินเกินไปกัน?”
คำพูดหนึ่ง ทำให้หลินเยวียนที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
หลินเยี่ยอดไม่ได้ที่จะมองหลินเยวียนอย่างเป็นห่วง แล้วตวาดเสียงต่ำใส่เฉียวเนี่ยนว่า “เจ้าอย่ามายุยงให้แตกแยก นิสัยของเจ้า ข้ารู้ดีที่สุด ต่อให้ผ่านมาสามปี ก็ยังคงเป็นคนเจ็บแค้นและต้องเอาคืนเช่นเดิม! ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน ตราบใดที่ข้าอยู่ เจ้าอย่าคิดรังแกเยวียนเอ้อ!”
“อาพี่...” เสียงของหลินเยวียนดังขึ้นปนสะอื้น “ท่านอย่าทำเช่นนี้ ท่านพี่ไม่เคยทำอะไรข้าเลย”
“เยวียนเอ้อ เจ้าก็ดีเกินไป!” หลินเยี่ยขมวดคิ้วแน่น ชี้มือไปทางเฉียวเนี่ยน “แต่นางไม่เหมือนเจ้า จิตใจของนางล้ำลึกที่สุด แล้วก็ผูกใจเจ็บที่สุด! พวกเราทิ้งนางไว้ในกรมซักรีดสามปีไม่ถามไม่ไถ่ ตอนนี้นางออกมาแล้วย่อมต้องแก้แค้นพวกเราแน่! ทั้งที่รู้ว่าท่านแม่รักนางที่สุด แต่นางก็จงใจเหินห่างเย็นชา จงใจให้ท่านแม่เห็นบาดแผลทั่วร่างนั้น เจ้าดูท่านแม่ร้องไห้เป็นเช่นไรแล้ว!”
หลินเยวียนมองไปทางฮูหยินหลินข้าง ๆ แท้จริงแล้วก็ร้องไห้จนจำสภาพไม่ได้ พิงอยู่บนตัวสาวใช้พลางหอบหายใจ
เมื่อได้ฟังคำของหลินเยี่ย ฮูหยินหลินดูเหมือนอยากจะโต้แย้ง ยกมือขึ้นโบกไปมา ทว่ากลับไม่สามารถเปล่งเสียงได้แม้สักคำ
หลินเยวียนคิดในใจ ตนไม่เคยเห็นท่านแม่เป็นเช่นนี้มาก่อน ถึงแม้คราวนั้นที่เฉียวเนี่ยนถูกส่งตัวไปที่กรมซักรีด ท่านแม่ก็เพียงหลั่งน้ำตาไม่กี่หยด แล้วยังกลับมาปลอบนางอีก!
บัดนี้กลับ...
หรือว่า ตามที่อาพี่กล่าว ทุกสิ่งนี้ล้วนเป็นเจตนาของเฉียวเนี่ยน?
เฉียวเนี่ยน มีกลลึกซึ้งถึงเพียงนี้?
นางอดไม่ได้ที่จะมองไปทางเฉียวเนี่ยนอีกครั้ง กลับเห็นว่าเฉียวเนี่ยนก็กำลังมองนางเช่นกัน ดวงตาคู่นั้นเย็นชาราวกับน้ำค้างแข็ง ทว่ากลับคมกริบเป็นพิเศษ ประหนึ่งมีดกรีดลึกเข้าไปในใจของนาง ทำให้นางไม่กล้ามองอีกต่อไป รีบหลบสายตาไป
ส่วนเฉียวเนี่ยน กลับเพียงทำความเคารพแก่ฮูหยินหลิน “ดูท่าว่าวันนี้เฉียวเนี่ยนไม่เหมาะที่จะไปพบไท่ไท่ ขอฮูหยินช่วยแจ้งแก่ไท่ไท่ว่า พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมคารวะท่านผู้เฒ่าอีกครั้ง”
กล่าวจบ เฉียวเนี่ยนก็ยกเท้าจากไป ไม่เหลียวแลผู้ใดในจวนหลินอีกเลย
ทว่าแผ่นหลังที่เดินกะเผลกนั้นกลับตราตรึงลึกลงในใจของทุกคนในตระกูลหลิน
รวมถึงเซียวเหิงด้วย
หลินเยี่ยได้พบเซียวเหิงหลังจากที่หลินเยวียนส่งฮูหยินหลินกลับไปแล้ว
เขายืนอยู่ใต้ชายคาทางเดินไม่ไกลนัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เขาคงมองเห็นอย่างแจ่มชัด
หลินเยี่ยขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย แล้วเดินเข้าไปหา “เหตุใดเจ้าถึงมา”
“ฝ่าบาทพระราชทานสมุนไพรล้ำค่ามาหลายขนาน ข้าเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ จึงนำมาแสดงความกตัญญูต่อไท่ไท่หลิน” เซียวเหิงเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบ ใบหน้าไม่แสดงคลื่นอารมณ์ เช่นเคย
ทว่าหลินเยี่ยกลับดูเหมือนจะอ่านบางอย่างออก ขมวดคิ้วแน่น มองสำรวจเซียวเหิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเอ่ยปากว่า “บอกตามตรง ที่เจ้ามา เป็นเพราะเนี่ยนเนี่ยนใช่หรือไม่”