“ผมพูดเอง!”
สวี่เจียงเหอพยักหน้า
ท่าทียังคงเด็ดขาดไม่อ้อมค้อม
เขาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสวีมู่เสวียน
สวี่เจียงเหอไม่คิดเสียอารมณ์กับเธอแม้แต่น้อย
เขานึกตามความทรงจำ
แล้วก็หาที่นั่งของตัวเองเจอ
พอนั่งลง เขาก็มองหนังสือทบทวนบทเรียนบนโต๊ะ ก่อนจะจมอยู่กับความคิด
ในห้องเรียนเริ่มส่งเสียงอื้ออึงขึ้นทีละน้อย
สวี่เจียงเหอสัมผัสได้ว่ามีสายตาหลายคู่กวาดมองเขาไปมา
ไม่มีสายตาคู่ไหนเป็นมิตรเลยสักนิด
แต่สวี่เจียงเหอก็ไม่ใส่ใจ
เพราะตอนเรียนมัธยมปลาย ตัวเขาในเวลานั้นไม่น่าดูจริง ๆ
แต่พอชาติก่อน เวลาผ่านไปสวี่เจียงเหอก็มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จ เพื่อนร่วมชั้นเก่าพวกนั้นที่เคยเอาเรื่องเขาไปนินทาลับหลังและหัวเราะเยาะ ต่างก็เปลี่ยนท่าทีอย่างว่าง่ายทีละคน
ไม่ว่าเมื่อก่อนสวี่เจียงเหอจะน่าสมเพชแค่ไหน คนพวกนั้นก็หามุมใหม่ ๆ มาแต่งเรื่องให้เขาดูดีมีสง่าราศีได้เสมอ
คนเราก็มีอยู่แค่นั้นแหละ
เพราะงั้นถึงได้พูดไง
ไม่ต้องเอ่ยปาก ก็มีคนกระตือรือร้นออกหน้าพูดแทนเอง
เฮ้อ...
สวี่เจียงเหอถอนหายใจเบา ๆ
ทำไมถึงได้เกิดใหม่กันนะ?
ก่อนเกิดใหม่ ชีวิตของเขาก็นับว่าประสบความสำเร็จ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตอนอายุ 33 ปี
ช่วงนี้เขากำลังผลักดันแผนควบรวมกิจการอยู่
ถ้าสำเร็จ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอีกระลอก มูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวของสวี่เจียงเหอก็มีโอกาสทะลุ 2,000 ล้านหยวน ส่วนการติดอันดับนักธุรกิจอายุต่ำกว่า 40 ปีของหูรุ่นนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย
ช่วงนี้คงโหมงานหนักเกินไป แถมพักผ่อนไม่พอ เลยวูบตายแล้วเกิดใหม่หรือไง?
ที่สำคัญคือ ผมไม่จำเป็นต้องเกิดใหม่จริง ๆ นะ!
ช่างเถอะ สวี่เจียงเหอไม่ค่อยเสียเวลากับเรื่องไร้สาระอยู่แล้ว
จะคิดถึงความสำเร็จในชาติก่อนไปก็ไม่มีประโยชน์ มันผ่านไปแล้ว
สิ่งสำคัญคือเรื่องตรงหน้า
แต่เรื่องตรงหน้า...
สวี่เจียงเหอยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว อับอายชะมัด
ถึงอย่างนั้น สวี่เจียงเหอก็ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นหมาหัวเน่า
เพราะผู้ชายทุกคนย่อมมีสักครั้งที่รักใครจากใจจริง
ยิ่งตอนอายุน้อย ก็ยิ่งทำอะไรไม่รู้จักหนักเบา
เรื่องนี้ไม่ผิด
ผิดตรงที่เลือกคนไม่เหมาะต่างหาก
อีกอย่าง ชาติก่อนสวี่เจียงเหอก็เคยตามจีบเธอจนได้คบกัน
ถึงจะอยู่ด้วยกันอย่างทุกข์ทรมาน แถมเป็นเวลาแค่ปีเดียวสั้น ๆ
และยังทำให้เขาเจ็บปวดอย่างหนัก จนติดอยู่ในวังวนแห่งความสงสัยในตัวเองและความทุกข์ทรมานอยู่นานหลายปี กว่าจะหลุดออกมาได้
แต่ยังไงเขาก็ได้ชิมก่อนใคร
น่าเสียดายที่สวี่เจียงเหอทะนุถนอมเธอมากเกินไป ไม่กล้าลุกขึ้นมาคุมเกมบ้าง
หลังจากนั้น สวี่เจียงเหอก็สรุปได้ว่า
ผู้หญิงอย่างสวีมู่เสวียนหยิ่งทะนงเกินไป
เธอรักใครไม่เป็น
เธอรักแต่ตัวเองเสมอ
เธอคงไม่เคยชอบสวี่เจียงเหอเลยตั้งแต่แรก
เธอดูแคลนสวี่เจียงเหอ ถึงขั้นคิดมาตลอดว่าเขาไม่คู่ควรกับเธอ
ตอนตามจีบเธอ ไม่เธอก็พูดว่า “คิดจะจีบฉันด้วยวิธีแบบนี้งั้นเหรอ” ไม่ก็ “ถ้าไม่อยากจีบแล้วก็เลิกจีบไปสิ”
พอคบกันก็ยิ่งหนักกว่าเดิม
เธอทำราวกับตัวเองลดตัวลงมาคบกับสวี่เจียงเหอ เอาแต่จู้จี้เอาแต่ใจสารพัด ไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของเขาเลย
ความหยิ่งทะนงและความมั่นใจว่าเขาจะไม่มีวันไปไหนของเธอ ค่อย ๆ บั่นทอนความรักที่สวี่เจียงเหอมีให้
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องได้ชิมก่อนใครหรอก
หน้าตาและรูปร่างของสวีมู่เสวียนจัดว่าเป็นระดับแนวหน้า สมกับฉายาเทพธิดาจริง ๆ
ต่อมาเมื่อแอปโต่วอินเปิดตัว เธอก็สมัครบัญชี ไม่ได้แต่งตัววาบหวิวหรือทำอะไรเรียกกระแส แค่โพสต์เรื่องราวในชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ สิบกว่าคลิป ยอดผู้ติดตามก็เพิ่มขึ้น 2 ล้านคนในเวลาไม่กี่เดือน
แต่ปัญหาคือ เธอไม่เคยแสดงความรักหรือความรู้สึกสนุกสนานให้สวี่เจียงเหอเห็นเลย ทั้งยังไม่เคยเอาใจหรือทำให้เขาพอใจ
เธอบอกว่าเอา ก็ต้องเอา
เธอบอกว่าพอแล้ว ก็ต้องจบ
ให้ตายสิ สวี่เจียงเหอเคยสงสัยอยู่พักหนึ่งว่าตัวเองเป็นแค่เครื่องมือหรือเปล่า
คบกันยังไม่ถึงปี
สวีมู่เสวียนพูดแค่ “คบกับนายแล้วน่าเบื่อจริง ๆ” ก็ทิ้งสวี่เจียงเหอไป
สวี่เจียงเหอไม่เคยเข้าใจเลยว่าตัวเองทำอะไรผิด
ถึงขั้นเพ้อฝันอย่างไร้เดียงสา ว่าหลังเลิกกันแล้วสวีมู่เสวียนจะต้องเสียใจ
เขาคิดว่าเธอคงไม่มีวันเจอใครที่ทุ่มเททำดีกับเธอทุกอย่างเหมือนเขาอีกแล้ว
แต่ความจริงก็ตบหน้าเขาอีกครั้ง
หลังเลิกกัน สวีมู่เสวียนไม่ได้ขาดคนมาจีบเลย แฟนใหม่ของเธอทั้งสูงทั้งหน้าตาดีไม่แพ้สวี่เจียงเหอ แถมพื้นฐานครอบครัวยังดีมาก และยังประจบเอาใจเธอเก่งกว่าสวี่เจียงเหอเสียอีก
แต่หมอนั่นน่าสงสารยิ่งกว่า คบกันไม่ถึงเดือนก็โดนทิ้ง ได้จับมือกันแค่ครั้งเดียวก็ถึงกับไปไม่เป็น
ตอนนั้นสวี่เจียงเหอเข้าใจหลักความจริงข้อหนึ่ง
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชายหญิงนั้น แก่นแท้คือการจับคู่ระบบคุณค่าของแต่ละฝ่ายให้เข้ากัน
ผู้ชายที่ไม่มีอะไรดี ไม่มีความสามารถจริง เอาแต่พูดถึงความจริงใจที่ตัวเองอ้างว่ามี นอกจากจะฟังดูไร้น้ำหนักแล้ว ยังน่าขันอีกด้วย
พูดตรง ๆ ความจริงใจของคนจนกับคนรวยต่างกันตรงไหน?
อืม ของคนแรกไม่มีราคา ส่วนของคนหลังมีค่าจริง แถมยังเปลี่ยนเป็นเงินได้ด้วย
หลังจากนั้น สวี่เจียงเหอก็พยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ตอนเรียนปีสามก็สอบเข้าปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยระดับสองไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งห้า
หลังเรียนจบปริญญาโท เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ ทุ่มสุดตัวไต่เต้าขึ้นไป พอคว้าโอกาสจากกระแสธุรกิจได้ก็เริ่มทำกิจการของตัวเอง และสร้างผลงานขึ้นมาได้จริง ๆ
แต่เพราะสวี่เจียงเหอเชื่อมั่นในแนวคิดเรื่องคุณค่ามากเกินไป เขาจึงเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจมาโดยตลอด ข้างในแตกสลาย เย็นชา และปิดกั้นตัวเอง จนความรักครั้งที่สองในชาติก่อน ซึ่งเป็นความรักที่ฝังลึกในใจเขามากที่สุด ต้องจบลงด้วยความล้มเหลว
หญิงสาวในความรักครั้งนั้นชื่อซ่งเวย เป็นชื่อที่ไพเราะมาก
สวี่เจียงเหอได้พบซ่งเวยตอนเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยหนานจิง
ตอนนั้นเขาเรียนปริญญาโทปีสอง ส่วนเธอเรียนปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัย
เขาเย็นชาและปิดกั้นตัวเอง ส่วนเธอร่าเริงน่ารัก แถมยังประหลาดอยู่หน่อย ๆ
ข้างในเขาแตกสลาย ส่วนเธอบริสุทธิ์เหมือนกระดาษเปล่า
เขาเรียกเธอว่าเสี่ยวซ่ง ส่วนเธอเรียกเขาว่าเหล่าสวี่
ก่อนคบกัน เธอยิ้มแล้วพูดว่า “เหล่าสวี่ ที่นายทำดีกับผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่เพราะเธอดีแค่ไหนหรอก แต่เป็นเพราะนายเป็นคนดีต่างหาก”
ตอนคบกัน เธอยิ้มแล้วพูดว่า “เหล่าสวี่ นายรับหน้าที่เก่ง ส่วนเสี่ยวซ่งคนนี้รับหน้าที่ชื่นชมนายเอง”
ตอนเริ่มทำธุรกิจ เธอยิ้มแล้วพูดว่า “เหล่าสวี่ ในดวงตาของนายมีทั้งดวงดาวและทะเลกว้างใหญ่ ส่วนในดวงตาของฉันมีแค่นาย”
ตอนเลิกกัน เธอร้องไห้พลางพูดว่า “สวี่เจียงเหอ การโกหกไม่น่ากลัวหรอก ที่น่ากลัวคือฉันไม่รู้แล้วว่าต่อไปจะเชื่อใจนายได้ยังไง”
ที่เลิกกันก็เพราะสวี่เจียงเหอไม่ใช่คนเดิมที่เธอพบในวันแรกอีกต่อไปแล้ว
ตอนนั้นสวี่เจียงเหอเหลิงเหลิงเกินไป
อายุไม่ถึง 30 ปี มูลค่าบริษัทก็ทะลุ 1,000 ล้านหยวน ทั้งสถานะ ทรัพย์สิน และชื่อเสียงกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ รอบตัวเต็มไปด้วยสาวสวยเจ้าเสน่ห์
อีกอย่าง ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป เขาคิดว่าเงินของผม เธอจะใช้ตามสบายก็ได้ กลางคืนผมก็ยังกลับบ้าน แล้วเธอยังจะเอาอะไรอีก?
หลังเลิกกับซ่งเวย สวี่เจียงเหอก็เปลี่ยนแฟนไปอีกหลายคน พวกเธอล้วนเป็นผู้หญิงดี สวยและรู้ความ ทำให้เขาไม่ต้องกังวลอะไร
ต่อมา สวี่เจียงเหอไปเมืองภูเขาเพื่อพบซ่งเวยอยู่หลายครั้ง หวังจะกลับมาคืนดีกัน
แต่ซ่งเวยที่ครองตัวเป็นโสดมาตลอดยังคงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เธอบอกว่าเธอกลัวแล้ว
ที่จริงสวี่เจียงเหอก็เข้าใจดี
เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว ย่อมไม่มีวันลบเลือนได้
เหมือนตอนที่เขาทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ สวีมู่เสวียนที่เคยหยิ่งทะนงถึงเพียงนั้นก็ยังต้องหงอและยอมก้มหัว ถึงกับให้สวีผิงจางผู้เป็นพ่อเดินทางมานครเซี่ยงไฮ้เพื่อหยั่งเชิงท่าทีของสวี่เจียงเหอ
ตอนนั้นสวี่เจียงเหอหัวเราะจนแทบสำลักเลยทีเดียว
