“หมายความว่าเปาหลงกำลังหลอกฟู่หยิงหยิงหรือ?” โม่อู๋หยางกะพริบตาปริบ ๆ
เฉินสืออันส่ายหน้า “เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ยังยืนยันไม่ได้”
โม่อู๋หยางถามต่อ “ต่อจากนี้ข้าควรทำอย่างไร?”
เฉินสืออันครุ่นคิดครู่หนึ่ง “อย่าเพิ่งผลีผลามลงมือ แอบสังเกตการณ์ไปก่อนก็พอ ดูว่าเปาหลงผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่”
โม่อู๋หยางนิ่งไปชั่วครู่ แววเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา “ในเมื่อเราหยั่งเชิงฝีมือของหวังเทียนเหว่ยได้แล้ว เราสองคนจะบุกจวนผู้บัญชาการยามค่ำคืน แล้วสังหารเขาดีหรือไม่?”
เฉินสืออันส่ายหน้า “ระดับการบำเพ็ญของหวังเทียนเหว่ยอาจถึงจุดสูงสุดของขั้นสามแล้ว พลังของเขาเหนือกว่าลู่เฉินหยางมาก
ตอนนี้ข้ายังใช้ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ จึงไม่มั่นใจนักว่าจะลอบสังหารสำเร็จหรือไม่
ตอนนี้ข้าไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลอีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
ข้าตั้งใจจะประมือกับเขาซึ่งหน้า ทำลายความหยิ่งผยองและความโอหังของเขา บดขยี้ความมั่นใจของเขาให้แหลก แล้วค่อยส่งเขาไปสู่ปรโลก!”
โม่อู๋หยางสะบัดศีรษะ “ช่างหาเรื่องยุ่งยากเสียจริง”
จากนั้นนางก็กระโดดเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเฉินสืออัน แล้วหลับตาพักผ่อน
…………
วันรุ่งขึ้น ดวงตะวันเพิ่งคล้อยต่ำ
ทหารองครักษ์จากค่ายล่าสัตว์ปีศาจมาขอเชิญเฉินสืออันไปยังกระโจมใหญ่ของเย่ซีเฉิง
เย่ซีเฉิงกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงาน เมื่อเห็นเฉินสืออันเข้ามา เขาก็ผายมือเชื้อเชิญให้นั่ง
เฉินสืออันเลือกเก้าอี้ตัวหนึ่งข้างโต๊ะ แล้วค่อย ๆ นั่งลง
