จ้าวหลิงขยับริมฝีปาก คล้ายอยากพูดแต่ก็หยุดไว้
เฉินสืออันกล่าวต่อว่า “หากบอกว่าข้าไม่มีความรู้สึกต่อฉินเอ้อหนัวแม้แต่น้อย ก็คงเป็นคำโกหก
เพียงแต่นางเป็นบุตรีสายตรงแห่งตระกูลฉินผู้ยิ่งใหญ่ในนครหลงเซียง กลับต้องกลายเป็นทาสในค่ายเฟิงฉี่ ย่อมต้องประสบกับเรื่องร้ายแรงมาอย่างแน่นอน
บัดนี้นางได้กลับนครหลงเซียงก็นับว่าโชคดีแล้ว ข้าไม่อาจสร้างความลำบากให้นางอีก”
จ้าวหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “รู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเราถึงมาอยู่ที่ค่ายเฟิงฉี่?”
เฉินสืออันกล่าวเสียงเบาว่า “หากเจ้ายินดีเล่า ข้าก็อยากฟัง”
จ้าวหลิงกระแอมเบา ๆ “ตระกูลใดก็หนีไม่พ้นการแก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ตระกูลฉินแห่งนครหลงเซียงย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น
สาเหตุที่คุณหนูระหกระเหินไปอยู่ในซากปรัก ก็เพราะระหว่างเดินทางท่องเที่ยวแถบชายแดน นางถูกคนในตระกูลสายรองลอบเล่นงาน เพื่อหนีการไล่ล่า นางจึงหลบเข้าไปในซากปรัก
แม้จะรอดพ้นเคราะห์ครั้งนี้มาได้ แต่ตราบใดที่คุณหนูยังไม่ได้ขึ้นเป็นประมุขตระกูลฉินอย่างเป็นทางการ เรื่องทำนองนี้ก็ไม่มีวันหมดไป”
พูดถึงตรงนี้ นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “หากเจ้าไปนครหลงเซียง ด้วยพรสวรรค์และสติปัญญาของเจ้า ย่อมช่วยคุณหนูได้มาก”
เฉินสืออันครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “เรื่องนั้นก็เป็นไปได้ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่มากกว่า หากข้าไปนครหลงเซียง ก็เท่ากับมอบข้ออ้างให้คู่แข่งและศัตรูของนางโจมตีนางพอดี”
จ้าวหลิงเงียบไป ถือว่ายอมรับคำพูดนั้น
เฉินสืออันแบมือขวา ยื่นหยาดน้ำตาเทพจันทราไปตรงหน้าจ้าวหลิง “หากคืนให้นางต่อหน้า ย่อมดูไร้น้ำใจอยู่บ้าง
ช่วยข้าสักเรื่องเถิด เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ช่วยนำไปคืนให้นางที”
“ทำเช่นนี้แล้วจะไม่ดูไร้น้ำใจหรือ?”
จ้าวหลิงส่ายหน้า “การกระทำของเจ้าเป็นเพียงการหลบเลี่ยง เป็นพฤติกรรมของคนขี้ขลาด
มีเพียงผู้ครอบครองหยาดน้ำตาเทพจันทราเท่านั้นที่เป็นเขยแต่งเข้าตระกูลฉินได้
คุณหนูมอบหยาดน้ำตาเทพจันทราให้เจ้า ก็หมายความว่าเมื่อเจ้าไปนครหลงเซียงในวันหน้า เจ้าจะได้เป็นสามีของนาง
หากชั่วชีวิตนี้เจ้าไปนครหลงเซียงไม่ได้ นางก็จะไม่แต่งงานไปตลอดชีวิต”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินสืออันก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
