“หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินสืออันปิดจุกขวดกระเบื้อง แล้วมองโม่อู๋หยางอย่างสงสัย
โม่อู๋หยางเงยหน้าขึ้น “การกินโอสถย่อมช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนได้ในระยะเวลาอันสั้นจริง
แต่ยาแทบทุกชนิดล้วนมีพิษ แม้แต่โอสถชั้นยอดก็ยังมีพิษจากโอสถเจือปนอยู่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโอสถชั้นต่ำที่เจ้าเก็บไว้นี่เลย พิษในนั้นยิ่งร้ายแรงกว่า
ร่างกายของเจ้าผ่านการชำระไขกระดูกผ่ากระดูกจากศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์ถึงเจ็ดครั้ง จนกายเนื้อใกล้เคียงวิถีแห่งเต๋า นี่จึงเป็นเหตุให้เจ้าฝึกฝนได้เร็วกว่าผู้อื่น
หากตอนนี้เจ้ายังกินโอสถเพื่อฝึกฝน แล้วปล่อยพิษจากโอสถเข้าสู่ร่างกาย ก็เท่ากับทำลายกายเนื้อที่เกือบสมบูรณ์แบบของตนเอง
แม้ดูเผิน ๆ ความเร็วในการฝึกฝนจะเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวกลับบั่นทอนความสำเร็จบนวิถียุทธ์ในอนาคตของเจ้า
การกระทำเช่นนี้ยังไม่เรียกว่าสายตาสั้นอีกหรือ?”
“ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง”
เฉินสืออันพยักหน้า ก่อนเตรียมเก็บขวดกระเบื้อง
ตัวเขากินไม่ได้ ก็เอาไปขายแลกเงินได้ อย่างไรก็ต้องได้เงินก้อนโตแน่
โม่อู๋หยางกระโดดพรวดขึ้นไปเกาะไหล่เฉินสืออัน แล้วเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ไหน ๆ ก็เอาออกมาแล้ว จะเก็บกลับไปทำไม?”
เฉินสืออันกะพริบตา “ในเมื่อกินโอสถเพื่อฝึกฝนไม่ได้ ก็ย่อมต้องเก็บไว้”
โม่อู๋หยางรีบพูดต่อ “เจ้ากินไม่ได้ แต่ข้ากินได้นี่!”
เฉินสืออันเบ้ปาก “ข้าว่าแล้วเชียว เหตุใดจู่ ๆ เจ้าถึงกระตือรือร้นและมีน้ำใจนัก ที่แท้ก็อยากกินเองนี่นา”
