เมื่อเห็นกระบองดำฟาดเข้ามา เฉินสืออันพลันเอียงกายเล็กน้อย หลบได้อย่างแคล่วคล่อง ก่อนตวัดดาบตัดวายุฟันออกไปต่อเนื่อง
ในเวลาเดียวกัน ชายร่างผอมเตี้ยยื่นมือขวาเข้าไปในอกเสื้อ ครั้นชักมือออกมา ในมือก็ปรากฏหนังสัตว์ขนาดยาวครึ่งฉื่อ กว้างครึ่งฉื่อแผ่นหนึ่ง
“ตราผนึกปีศาจ!”
เฉินสืออันมองปราดเดียวก็จำได้ว่าหนังสัตว์ในมือชายร่างผอมเตี้ยคือ ตราผนึกปีศาจ
ผู้ชมรอบเวทีประลองต่างส่งเสียงฮือฮาขึ้นพร้อมกัน
“ตราผนึกปีศาจอีกแผ่นหนึ่ง!”
“ชุมนุมยอดฝีมือครั้งนี้ถึงกับมีตราผนึกปีศาจปรากฏขึ้นถึงสองแผ่น!”
“ดูท่าซากปรักจะไม่ได้อ่อนแออย่างที่พวกเราคิด ในมือยังมีของดีอยู่บ้าง”
…………
บนแท่นประธาน เกาเทียนฟางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “นึกไม่ถึงว่าซากปรักซึ่งถูกไถพรวนไปไม่รู้กี่รอบแล้ว จะยังเหลือของดีอยู่บ้าง”
ชายชุดเหลืองหัวเราะเบา ๆ “ท่านแม่ทัพใหญ่เกาอย่าได้ดูแคลนซากปรัก แม้จะพังทลายเสียหายเพียงใด แต่ในอดีตที่นั่นก็เคยเป็นดินแดนที่รุ่งเรืองที่สุดของจักรวรรดิต้าฟ่ง”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ “เมื่อครั้งนั้น เพียงจักรพรรดิฟ่งมีรับสั่ง โลกมนุษย์และโลกปีศาจต่างยอมสยบโดยพร้อมเพรียง ช่างเป็นบารมีอันน่าเกรงขามเพียงใด
ไม่รู้ว่าราชวงศ์เซิ่งอู่ของเราจะมีวันได้เป็นจักรวรรดิต้าฟ่งที่สองหรือไม่”
เกาเทียนฟางยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย “บัดนี้ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์และเปี่ยมด้วยพละกำลัง ทั้งยังทรงมีพระปณิธานยิ่งใหญ่ ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสรวบรวมโลกมนุษย์และโลกปีศาจเป็นหนึ่งเดียว”
ชายชุดเหลืองยกมุมปากสูงขึ้น แต่ไม่ได้กล่าวอะไรอีก
