บนอัฒจันทร์ เฉียนซานเสวี่ยกับเซียงหลีเห็นเฉินสืออันตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ทั้งคู่ต่างกังวล แต่ก็อดรู้สึกโล่งใจอยู่บ้างไม่ได้ ความรู้สึกในใจซับซ้อนยิ่งนัก
บนแท่นประธาน อู๋ตงชวงจงใจขึ้นเสียงกล่าวว่า “เจ้าเด็กที่ชื่อเฉินสืออันนี่โชคดีเสียจริง ฝึกตนอยู่ขั้นสองระยะแรกแท้ ๆ กลับผ่านจากรอบคัดออกมาถึงรอบแปดคนสุดท้ายได้
แต่โชคของเขาคงหมดลงแล้ว การเข้าถึงรอบแปดคนสุดท้ายคือขีดจำกัดสูงสุดของเขา
โชคชะตาเป็นสิ่งเลื่อนลอย พึ่งพาไม่ได้และแสวงหามิได้ สิ่งที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริงก็คือพลังฝีมือของตนเอง”
ตงเฟิงอู่โต้กลับทันที “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองระยะแรก ต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามระยะกลางได้นานถึงเพียงนี้ นี่เรียกว่าโชคหรือ?”
อู๋ตงชวงหัวเราะเยาะ “ที่เฉินสืออันยืนหยัดได้นานขนาดนี้ ก็เพราะคู่ต่อสู้ยังไม่ได้ลงมือเต็มกำลัง แค่อยากประหยัดเรี่ยวแรงกับพลังหยวนไว้รับมือศึกชิงสามอันดับแรกเท่านั้น
พออีกฝ่ายลงมือเต็มกำลังเมื่อใด เฉินสืออันต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
ตงเฟิงอู่แค่นยิ้ม “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองระยะแรกพ่ายให้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามระยะกลาง เป็นเรื่องปกติยิ่ง จะหยิบมาพูดให้มากความไปไย?”
เกาเทียนฟางเห็นทั้งสองคนยิ่งพูดยิ่งเสียงดัง จึงกระแอมเบา ๆ “เหตุใดพวกเจ้าสองคนพอเจอหน้ากันทีไรก็ต้องทะเลาะกันทุกที? ท่านทูตพิเศษอยู่ที่นี่ หากจะเถียงกันก็ไว้ค่อยเถียงทีหลัง อย่าให้ท่านทูตพิเศษเห็นเป็นเรื่องขบขัน”
ชายชุดเหลืองที่นั่งอยู่ใจกลางแท่นประธานยิ้มน้อย ๆ “ไม่เป็นไร ท่านทั้งสองไม่เกรงใจข้า แสดงว่าไม่ได้เห็นข้าเป็นคนนอก”
