เฉินสืออันหันไปมองหวังเทียนเหว่ย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ท่านนายกองหวัง วันนี้เป็นวันที่ค่ายล่าสัตว์ปีศาจคัดเลือกรองหัวหน้าหน่วย
แต่ท่านซึ่งเป็นนายกองกองอารักขาเมืองกลับพูดมากกว่าหัวหน้ากองเย่แห่งค่ายล่าสัตว์ปีศาจเสียอีก
หากไม่รู้ คงนึกว่าท่านเป็นหัวหน้ากองค่ายล่าสัตว์ปีศาจของพวกเรา”
สิ้นคำ ฝูงชนก็ส่งเสียงฮือฮาไปทั่ว
ถ้อยคำของเฉินสืออันไม่ปิดบังแม้แต่น้อย ทุกคำล้วนจงใจตบหน้าหวังเทียนเหว่ย
ใบหน้าแก่ชราของหวังเทียนเหว่ยพลันแดงก่ำ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นโทสะ “เฉินสืออัน เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เฉินสืออันจ้องตาหวังเทียนเหว่ยตรง ๆ “ก็หมายความตามตัวอักษร ที่นี่คือค่ายล่าสัตว์ปีศาจ ไม่ใช่กองอารักขาเมือง
คำบางคำควรให้หัวหน้ากองเย่ของพวกเราเป็นผู้กล่าว ไม่ใช่ท่าน”
เหล่าทหารค่ายล่าสัตว์ปีศาจได้ยินดังนั้น ต่างรู้สึกสะใจอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ หน่วยล่าสัตว์ปีศาจเคยปล่อยให้ใครมาชี้นิ้วสั่งการตั้งแต่เมื่อใด?
แต่วันนี้ เมื่อมีผู้มีอำนาจระดับสูงจากค่ายเฟิงฉี่มามากมาย ดูราวกับใคร ๆ ก็สามารถเหยียบย่ำค่ายล่าสัตว์ปีศาจได้ตามใจ
“บังอาจ!”
หวังเทียนเหว่ยเดือดดาลจนลุกพรวดขึ้นตบโต๊ะ “เจ้าคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วันนี้ข้าจะสั่งสอนกฎระเบียบให้เจ้าสักหน่อย!”
เฉินสืออันยืดแผ่นหลังตรง ไม่มีแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เย่ซีเฉิงแค่นเสียงเย็น “ท่านนายกองหวัง คนของข้า ไม่จำเป็นต้องให้ท่านมาสั่งสอน”
หวังเทียนเหว่ยหันไปมองเย่ซีเฉิง “ในเมื่อเจ้าสั่งสอนไม่ได้ ข้าก็จะสั่งสอนแทนเจ้าเอง!”
เมื่อเห็นว่านายกองกองอารักขาเมืองกับหัวหน้ากองค่ายล่าสัตว์ปีศาจกำลังจะปะทะกัน เซียงฉู่สยงก็ยกมือห้าม พลางเอ่ยเสียงเย็นว่า
