เฉินสืออันมองใบหน้างดงามขาวผ่องของฉินเอ้อหนัวอย่างสงบนิ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ “เรื่องนี้ข้าตอบเจ้าไปหลายครั้งแล้ว คำตอบของข้าไม่มีวันเปลี่ยน”
แววตาของฉินเอ้อหนัวหม่นลง นางถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อย ๆ หันหลัง เตรียมจากไป
เฉินสืออันเอ่ยตามหลัง “ฉินเอ้อหนัว ในเมื่อใกล้จะไปแล้ว เรื่องที่เจ้าทำอยู่ก็เร่งมือหน่อย ก่อนจากไป อย่างไรก็ต้องคิดค้นซอสพริกรสใหม่ให้ร้านเฉินซูจี้ได้กระมัง?”
“ไม่อย่างนั้น เงินที่ข้าซื้อของจากพวกเจ้าไปก็คงเสียเปล่าแล้ว?”
บรรยากาศอาลัยอาวรณ์ยามร่ำลาเมื่อครู่พังทลายลงทันทีเพราะคำพูดของเขา
ฉินเอ้อหนัวกลอกตาใส่ พลางส่งเสียงฮึดฮัดหนัก ๆ และกระทืบเท้าหนึ่งที ก่อนเดินฉับ ๆ จากไปอย่างขุ่นเคือง
เฉินสืออันมองแผ่นหลังอ้อนแอ้นของหญิงสาวที่ค่อย ๆ ห่างออกไป เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนมุมปากจะยกสูงขึ้น
หากมีวาสนา แม้ห่างพันลี้ก็ย่อมได้พบกัน
หากไร้วาสนา แม้อยู่ตรงหน้าก็ยากจะพบพาน
…………
ห่างจากค่ายใหญ่ของหน่วยล่าสัตว์ปีศาจอยู่หกช่วงถนน เฉินสืออันเพิ่งเลี้ยวผ่านหัวมุมถนน ก็พบชายวัยกลางคนร่างกำยำไว้เคราดำยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า
เพียงเห็นชายผู้นั้น เฉินสืออันก็เกร็งไปทั้งร่าง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายเข้มข้นและแรงกดดันทรงพลังอย่างยิ่งจากอีกฝ่าย
แรงกดดันนี้เหนือกว่าของเถียนเหวินกวงมากนัก
ชายผู้นี้ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเข้าขั้นอย่างแน่นอน อีกทั้งระดับการบำเพ็ญยังสูงกว่าเถียนเหวินกวง
เมื่อประเมินได้เช่นนี้ เฉินสืออันก็เดาตัวตนของชายผู้นั้นออกทันที
“เฉินสืออัน?”
ชายเคราดำเอ่ยเสียงต่ำแหบ
เฉินสืออันพยักหน้า “ท่านเป็นใคร?”
ชายเคราดำตอบตรงไปตรงมา “ข้าแซ่ฉิน ชื่อหู่”
“คนตระกูลฉินแห่งนครหลงเซียงหรือ?” เฉินสืออันถามเสียงเบา
ฉินหู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าฉลาดไม่น้อย เรื่องนครหลงเซียง คุณหนูเป็นคนบอกเจ้า หรือจ้าวหลิง?”
เฉินสืออันตอบโดยไม่ลังเล “แน่นอนว่าฉินเอ้อหนัวบอกข้า”
สีหน้าของฉินหู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “คุณหนูบอกข้าว่านางอยากพาเจ้าออกจากซากปรัก ให้เจ้าไปนครหลงเซียง”
เฉินสืออันไม่กล่าวอะไร เพียงยืนนิ่งฟัง
ฉินหู่กล่าวต่อ “ข้าขอแนะนำให้เจ้าปฏิเสธข้อเสนอนี้เสีย เพราะเจ้ากับคุณหนูมีความแตกต่างกันมากเกินไป
