ฉู่อีอีหัวเราะเยาะ ก่อนสะพายเป้เดินเข้าป่าไปก่อนอย่างไม่ใส่ใจ
คนอื่น ๆ ก็เริ่มลงมือทำตามหน้าที่
หลังเดินเข้าไปในป่า ฉู่อีอีก็พบว่าพงหญ้ารก ๆ ถูกจัดการไว้คร่าว ๆ แล้ว
ดูเหมือนทีมงานจะยังมีเมตตาอยู่บ้าง
ฉู่อีอีเดินไปได้พักหนึ่ง ก็เห็นกระต่ายตัวหนึ่งกระโดดดุ๊กดิ๊กอยู่ข้างหน้า
เธอรีบออกวิ่งไล่ตามทันที
แต่กระต่ายพอเจออันตรายก็วิ่งหนีเร็วมาก
เพียงพริบตาเดียว มันก็กระโดดห่างออกไปกว่าสิบเมตร
ฉู่อีอีก้มลงเก็บก้อนหินจากพื้น ใช้นิ้วดีดเบา ๆ ก้อนหินพุ่งออกจากปลายนิ้ว กระแทกเข้าที่หัวกระต่ายอย่างแม่นยำ
กระต่ายสิ้นใจทันที
“โห นี่มันยอดฝีมือยุทธภพชัด ๆ!” พี่ช่างภาพที่ตามถ่ายอยู่ตะลึงจนตาค้าง
ฉู่อีอีเลิกคิ้ว “โชคดีน่ะ”
เธอกินคนเดียว กระต่ายตัวเดียวก็พอแล้ว
ฉู่อีอีเดินไปเก็บกระต่ายแล้วหันกลับไป
พอเดินมาถึงริมแม่น้ำ เธอก็หยิบมีดพับที่เตรียมไว้ออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มจัดการกระต่าย
บังเอิญตอนนั้นกู้หมิงจูเดินผ่านมา พอเห็นภาพนองเลือดตรงหน้า ก็อดกรีดร้องออกมาไม่ได้
“อ๊า… อีอี ใจร้ายเกินไปแล้วนะ แถมยังคล่องมือขนาดนี้ ปกติเธอคงฆ่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ บ่อยล่ะสิ?”
“เพียะ!”
ฉู่อีอีปากเครื่องในที่ควักออกมาใส่ตัวกู้หมิงจูตรง ๆ
“ไสหัวไป!”
“อ๊า…!”
กู้หมิงจูกรีดร้องเสียงแหลม แทบจะโกรธจนเป็นลม
ฉู่อีอีกล้าเอาของน่าขยะแขยงขนาดนั้นมาใส่ตัวเธอได้ยังไง กล้าดียังไงกัน?!
“อีอี เธอทำเกินไปแล้ว!” กู้หมิงจูขอบตาแดงก่ำ กระทืบเท้าอย่างขัดใจ แต่ทำได้แค่ร้องไห้วิ่งไปหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
[ให้ตายสิ ฉู่อีอีใจร้ายเกินไปแล้วมั้ง ถึงกับเอาเครื่องในปาใส่กู้หมิงจู สกปรกชะมัด!]
[กู้หมิงจูใจเย็นเกินไปแล้ว ถ้ามีใครกล้าเอาเครื่องในมาปาใส่ฉัน ฉันหักมือมันแน่!]
[มีแค่ฉันไหมที่รู้สึกว่ากู้หมิงจูชอบหาเรื่องเอง? ฉู่อีอีจ้องเล่นงานตั้งแต่แรกแล้ว แต่เจ้าตัวยังเดินเข้าไปหาไม่หยุด แบบนี้ไม่เรียกหาเรื่องแล้วจะเรียกว่าอะไร?]
[ฉันว่ากู้หมิงจูเมื่อกี้ก็มีปัญหานะ คำพูดนั่นจงใจชี้นำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าฉู่อีอีชอบทรมานสัตว์ไม่ใช่เหรอ โดนฉู่อีอีเล่นงานก็สมควรแล้ว!]
[หมิงจูพูดผิดตรงไหน? ฉู่อีอีฆ่ากระต่ายได้คล่องขนาดนั้น แสดงว่าต้องทำเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ ถึงได้ชำนาญ!]
[ฉู่อีอีใจร้ายขนาดนั้น แถมยังไม่เป็นมิตรกับคนอื่น ฉันเชื่อสนิทใจเลยว่าเธอต้องทรมานสัตว์แน่!]
[ทุกคนมัวอึ้งอะไรกันอยู่? มาด่าพร้อมกันสิ ผู้หญิงใจร้ายแบบนี้ต้องไล่ออกจากวงการบันเทิง!]
ฉู่อีอีลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เอาเครื่องในออกและถลกหนังกระต่ายเรียบร้อย
จากนั้นเธอเข้าไปเก็บกิ่งไม้แห้งในป่ามากองหนึ่ง แล้วก่อกองไฟริมแม่น้ำ พอเผาจนได้ถ่านไม้ก็ใช้ถ่านย่างเนื้อ
ถ้าย่างด้วยไฟตรง ๆ เนื้อจะไหม้ดำ แถมติดกลิ่นควันจนกินไม่ลง
กลุ่มหาอาหารก็กลับมาแล้ว
ทั้งสามคนมอมแมมไปทั้งตัว แต่กลับจับอะไรไม่ได้เลย
ในมือจางเจียเจียมีผักป่าอยู่กำหนึ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากินได้หรือเปล่า
“หอมจัง…”
จางเจียเจียได้กลิ่นหอมเข้มข้น ก็อดสูดหายใจลึก ๆ ไม่ได้
พอเห็นฉู่อีอีกำลังย่างเนื้ออยู่ เธอก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ฉู่อีอี เธอหาอาหารได้แล้วเหรอ? จับอะไรมาได้? จับคนเดียวเหรอ? ทำไมเร็วขนาดนี้ล่ะ?”
ฉินซิ่วหานแค่นหัวเราะ “คงโชคดีแบบฟลุก ๆ ไปเจอสัตว์ที่ใกล้ตายแล้วล่ะมั้ง!”
จางเจียเจียแตะคอ รู้สึกว่าฉินซิ่วหานพูดมีเหตุผล
“พวกเราจับอะไรไม่ได้เลย คืนนี้จะกินอะไรกันล่ะ? ผักป่าที่ฉันเก็บมาก็ยังไม่รู้ว่ากินได้ไหม…” จางเจียเจียพูดอย่างหมดแรง
ต้วนเจียงได้กลิ่นหอมชวนกิน ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงแล้วพูดว่า “รีบไปหาอีกหน่อยก่อนฟ้ามืดเถอะ”
ทั้งสามจึงกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่าพวกเขาหาสัตว์ปีกที่ทีมงานปล่อยไว้ไม่เจอ
เพิ่งเข้าไปได้สิบนาที พวกเขาก็เห็นไก่ไม่ต่ำกว่าสิบตัว
บางตัวถูกทีมงานจงใจทำให้ขาหัก วิ่งได้ไม่เร็วด้วยซ้ำ
แต่พวกเขาก็ยังจับไม่ได้อยู่ดี
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฟ้ามืดลงแล้ว ทัศนวิสัยในป่าก็ยิ่งแย่ลง
พวกเขาออกจากป่ามาอีกครั้ง โดยยังมือเปล่าเหมือนเดิม
ตอนนั้นฉู่อีอีย่างกระต่ายเสร็จแล้ว และเริ่มกิน
เนื้อกระต่ายถูกย่างจนเหลืองกรอบ ดูน่ากินมาก
ทั้งสามคนมองแล้วก็กลืนน้ำลายตามสัญชาตญาณ ท้องร้องโครกครากอย่างห้ามไม่อยู่
[ไม่นึกเลยว่าฉู่อีอีจะทำอาหารเก่งขนาดนี้ กระต่ายถูกย่างจนข้างนอกกรอบข้างในนุ่ม ดูแล้วน่ากินสุด ๆ]
[กระต่ายย่างนี่ดูดีมาก น่ากินกว่าอาหารที่พวกบล็อกเกอร์สายกินทำให้ดูอีก]
[ดูแล้วหิวเลย ฉันเปิดแอปสั่งอาหารเงียบ ๆ แล้ว]
[ตัดสินใจแล้ว คืนนี้ฉันจะกินเนื้อกระต่ายเหมือนกัน!]
จางเจียเจียละสายตาจากกระต่าย หันไปถามผู้กำกับ “ผู้กำกับ พวกคุณกินอะไรกันเหรอ?”
เธอคิดว่าถ้าผู้กำกับกับทีมงานกินอะไรเมื่อไร พวกเธอจะหน้าด้านขอแบ่งสักหน่อย
ผู้กำกับยิ้มกริ่ม ล้วงผลไม้สีแดงลูกใหญ่เท่ากำปั้นออกมาจากกระเป๋าแล้วพูดว่า “พวกเราก็ส่งคนไปหาอาหารเหมือนกัน เจอต้นผลไม้ต้นหนึ่ง แต่มีไม่เยอะพอจะแบ่งให้ทีมงานกินยังไม่พอเลย คงแบ่งให้พวกคุณไม่ได้ ต้องหาทางกันเองแล้วล่ะ!”
จางเจียเจียผิดหวังทันที
ตอนนั้นผู้กำกับกับทีมงานเริ่มกินผลไม้ประหลาดอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว
แต่กินไปไม่ถึงสิบนาที คนที่กินผลไม้สีแดงก็เริ่มชักกระตุกล้มลงกับพื้นพร้อมกัน จู่ ๆ ก็อาเจียนเป็นเลือดออกมาเต็มปาก
“แย่แล้ว ผลไม้มีพิษ!”
ทีมงานห้าหกคนที่ไม่ได้กินผลไม้รีบเข้าไปดูอาการคนเหล่านั้น
แต่พวกเขาไม่มีใครมีความรู้ด้านการแพทย์ จึงทำอะไรไม่ได้
คนเหล่านั้นอาเจียนเป็นเลือดอยู่หลายนาที ก่อนจะหมดสติไปโดยสิ้นเชิง นอนนิ่งอยู่บนพื้น
มีคนลองเอามือไปอังใต้จมูก พอรู้สึกตกใจก็ตะโกนเสียงดัง “มะ…เหมือนไม่หายใจแล้ว…เร็ว รีบพาพวกเขาไปหาหมอ!”
ทีมงานที่ไม่ได้กินผลไม้รีบแบกคนหมดสติขึ้นเรือสำราญ
จากนั้นเรือก็ออกตัว แล่นห่างจากป่าไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าแขกรับเชิญยืนงงกันไปหมด
ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่นาที คนจากทีมงานก็ไปกันหมดแล้วเหรอ? ทิ้งศิลปินที่ไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่ไม่กี่คนไว้ในป่าร้างแบบนี้เนี่ยนะ?
“ผู้กำกับ กลับมาพาพวกเราไปด้วยสิ! ทิ้งพวกเราไว้ที่นี่แล้วจะให้ทำยังไง?!” จางเจียเจียวิ่งไปริมแม่น้ำ ตะโกนใส่เรือสำราญ
แต่บนเรือกำลังวุ่นวายกันสุด ๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอเลย
พวกเขาทำได้แค่มองเรือสำราญแล่นจากไปต่อหน้าต่อตา
จางเจียเจียร้อนใจจนแทบร้องไห้ “พวกเราถูกทิ้งไว้ที่นี่ แล้วจะทำยังไงกันดี?”
ต้วนเจียงอายุมากกว่าคนอื่นเล็กน้อย จึงใจเย็นและพูดว่า “อย่าเพิ่งร้อนใจ มีทีมงานล้มไปตั้งหลายคน พวกเขาคงตกใจกันมาก ลืมพวกเราไปชั่วคราวก็ไม่แปลก”
“พอพวกเขาตั้งสติได้ก็คงนึกถึงพวกเรา ตอนนี้แค่รออย่างอดทนก็พอ”
จางเจียเจียเห็นว่าเขาพูดมีเหตุผล จึงใจเย็นลงเล็กน้อย
ตอนนั้นเอง กู้หมิงจูกับกู้เสวียนก็เดินออกมาจากป่า
กู้หมิงจูเดินมือเปล่าอยู่ข้างหน้า ส่วนกู้เสวียนอุ้มฟางแห้งกองหนึ่งเดินตามหลัง
กู้หมิงจูพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “ขอโทษนะทุกคน พวกเราหาที่เหมาะ ๆ สำหรับนอนคืนนี้ไม่เจอ ฉันเห็นที่โล่งตรงนี้ก็ดีอยู่ คืนนี้เราปูนอนกันตรงนี้ก่อนแล้วกัน ฉันกับพี่ชายเก็บฟางแห้งมาให้ทุกคนปูนอนแล้ว”
“เอ๊ะ? ผู้กำกับล่ะ? ทีมถ่ายทำล่ะ? ทีมงานล่ะ? ทำไมไม่เห็นใครเลย พวกเขาไปไหนกันหมด?”
กู้หมิงจูเพิ่งสังเกตว่าที่นี่เหลือแค่เหล่าแขกรับเชิญ ส่วนทีมงานหายไปหมดแล้ว สีหน้าเธอเผยความสงสัย
จางเจียเจียพูดอย่างกลัดกลุ้มว่า “เมื่อกี้ผู้กำกับกับทีมงานเกินครึ่งกินผลไม้ป่าแล้วโดนพิษ หมดสติกันหมด คนที่ไม่ได้กินผลไม้เลยพาพวกเขาขึ้นเรือสำราญไปส่งโรงพยาบาล”
“นี่ไง รอยเลือดบนพื้น พวกเขาอาเจียนไว้เมื่อกี้ เลือดยังไม่แห้งเลย”
กู้หมิงจูมองรอยเลือดสีแดงฉานผืนใหญ่บนพื้น มันเหมือนที่เกิดเหตุฆาตกรรมไม่มีผิด ทำเอาเธอตกใจจนสะดุ้ง
เธอขมวดคิ้วถามว่า “ทีมงานไปกันหมดแล้วเหรอ? ไม่มีใครอยู่เลยสักคน? งั้นพวกเราก็ไม่ถ่ายรายการแล้วเหรอ?”
ฉินซิ่วหานตอบว่า “ก่อนพวกเขาไป มีคนลองตรวจลมหายใจของพวกที่ล้มลง แล้วมีคนบอกว่าทุกคนหยุดหายใจแล้ว…เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ผู้กำกับก็ล้มไปด้วย จะถ่ายต่อได้ยังไง รอให้ทีมงานติดต่อผู้ลงทุนได้แล้วค่อยส่งทีมผู้กำกับชุดใหม่มาเถอะ”
เมื่อรู้ว่าไม่มีกล้องถ่ายอยู่ ความอ่อนโยนบนใบหน้ากู้หมิงจูก็หายไป เผยแววรำคาญออกมาเล็กน้อย
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงจากเรือสำราญ เธอก็เกลียดที่นี่เข้าไส้
โดยเฉพาะหลังเข้าป่า เธอสวมกระโปรง พงหญ้าปัดโดนน่องทั้งเจ็บทั้งคัน แถมยังมีแมลงบินมาเกาะและกัดอยู่ตลอด ความอดทนของเธอแทบขาดสะบั้น
แต่เพราะมีกล้องตามถ่าย เธอจึงต้องสร้างภาพสาวน้อยบอบบางแต่เข้มแข็ง ทำได้แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แถมยังแสดงท่าทีเข้มแข็งไม่กลัวลำบากอยู่ตลอด
ว่าแต่ช่างภาพที่ตามถ่ายเธอกับกู้เสวียนหายไปตั้งแต่เมื่อไรนะ?
คงเป็นเพราะพวกเขาเหนื่อยเกินไปจนไม่ได้ยินเสียงเอะอะข้างนอก ส่วนช่างภาพสองคนนั้นได้ยิน เลยวิ่งออกมา
จู่ ๆ กู้หมิงจูก็ได้กลิ่นหอม เธอเงยหน้ามองไปทางฉู่อีอี เห็นฉู่อีอีกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ท้องของเธอก็ร้องขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ น้ำลายในปากก็เริ่มไหล
ปกติเธอมักอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก มื้อเย็นก็ไม่ค่อยกินอยู่แล้ว
เมื่อก่อนเธอทนได้ตลอด
แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยเกินไป หรือเพราะกลิ่นหอมจากกระต่ายย่างในมือฉู่อีอีไปปลุกความหิวในท้องขึ้นมา
ตอนนี้เธออยากกินจนแทบคลั่ง อยากกินอะไรสักอย่างเหลือเกิน!
กู้หมิงจูฝืนละสายตา แล้วหันไปถามจางเจียเจียกับคนอื่น ๆ “อาหารที่พวกเธอหาได้ล่ะ?”
จางเจียเจียชูผักป่าในมือขึ้น “หาได้แค่นี้…”
สีหน้ากู้หมิงจูยิ่งแย่ลง
“ฉันกับพี่ชายอุตส่าห์ลำบากลำบนหาฟางให้ทุกคนได้นอนสบาย ๆ แต่พวกเธอสามคนกลับหาได้แค่ผักป่ากำเดียว? ของแบบนี้เอาให้หมูกิน หมูยังไม่กินเลย!”
“ตอนฉันกับพี่ชายไปหาฟาง ยังเห็นไก่ขาพิการตั้งหลายตัว พวกเธอสามคนกลับจับแม้แต่ไก่ขาเป๋ไม่ได้ ไร้ประโยชน์จริง ๆ!”
จางเจียเจียเริ่มไม่พอใจ “พวกเราก็พยายามเต็มที่แล้ว แถมยังเหนื่อยมากด้วย ไก่กับกระต่ายวิ่งเร็วขนาดนั้น จับไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ!”
“เธอยังมีหน้ามาว่าพวกเราอีกเหรอ พวกเธอเองก็แค่เก็บหญ้ารก ๆ กลับมากองหนึ่งไม่ใช่หรือไง?”
“หญ้าแค่นั้นนอนไม่พอแม้แต่คนเดียว พวกเราตั้งหลายคน คืนนี้จะนอนกันยังไง?”
กู้หมิงจูหันไปมองเธอ “เธอกำลังโทษฉันเหรอ?”
จางเจียเจียโดนสายตาของเธอข่มจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ฉันไม่ได้โทษเธอ ฉันแค่…แค่พูดไปเรื่อย…”
เธอรู้ว่ากู้เสวียนพี่ชายของกู้หมิงจูมีอิทธิพลในวงการบันเทิง เธอไม่กล้าไปหาเรื่องกู้หมิงจูหรอก ไม่อย่างนั้นหลังจากนี้คงอยู่ในวงการต่อไม่ไหว
เพราะฉะนั้น ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนก็ทำได้แค่อดทน
“ฮึ!” กู้หมิงจูแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน
กู้เสวียนพูดว่า “ในเมื่อพวกเธอรังเกียจฟางพวกนี้ คืนนี้ก็จัดการเรื่องที่นอนกันเองแล้วกัน!”
จางเจียเจียเม้มปาก ไม่กล้าพูดอะไร
กู้หมิงจูมองไปไกล เห็นฉู่อีอีกำลังกินกระต่ายย่างอย่างเอร็ดอร่อย ก็อดกลืนน้ำลายอีกครั้งไม่ได้
เธอหันไปมองกู้เสวียน พูดเสียงออดอ้อนน่าสงสารว่า “พี่ชาย ฉันเดินอยู่ในป่ามาทั้งบ่าย หิวจังเลย…”
กู้เสวียนเหลือบมองฉู่อีอีที่กำลังกินคนเดียวอยู่ไกล ๆ แววตาไม่พอใจ เขาพูดเสียงเข้มว่า “รออยู่นี่ เดี๋ยวพี่ไปขออาหารมาให้”
เขาก้าวเท้าเดินไปทางฉู่อีอี
กู้หมิงจูเดินตามหลังเขา
คนอื่น ๆ ก็เดินตามไปด้วย หวังว่าจะได้แบ่งอาหารมาสักหน่อย
“เธอ แบ่งเนื้อกระต่ายครึ่งหนึ่งให้หมิงจู!” กู้เสวียนยืนตรงหน้าฉู่อีอี ออกคำสั่งอย่างวางอำนาจ
ฉู่อีอีตอบว่า “ไสหัวไป!”
กู้หมิงจูตำหนิอย่างไม่พอใจ “อีอี เธอพูดกับพี่สามแบบนี้ได้ยังไง?”
ฉู่อีอีตอบว่า “เธอก็ไสหัวไปด้วย!”
กู้หมิงจูกัดริมฝีปากอย่างน้อยใจ “อีอี อย่าทำเกินไปนักสิ พวกเราก็เป็นห่วงเธอ ถึงได้เป็นฝ่ายมาหาเพื่อปรับความเข้าใจกัน เธอพูดกับพวกเราแบบนี้ได้ยังไง?”
“ตอนนี้ทีมงานไปกันหมดแล้ว ที่นี่มีแต่ป่ารกร้างเหลือพวกเราไม่กี่คน ถ้าไม่มีพวกเราคอยดูแล เธอจะอยู่คนเดียวคืนนี้ยังไง?”
ฉู่อีอีพูดประชดว่า “ฉันเตรียมของมาครบ อยากอยู่ยังไงก็ได้ คนที่ต้องคิดว่าจะผ่านคืนนี้ไปยังไงคือพวกเธอต่างหาก ไม่ใช่ฉัน”
กู้หมิงจูโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี เดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง
กู้เสวียนหน้าบึ้งกว่าเดิม เขาตวาดว่า “ฉู่อีอี เธอชักจะทำตัวเหลวไหลขึ้นทุกวันแล้ว หมิงจูเป็นห่วงเธอแท้ ๆ เธอกลับไม่เห็นน้ำใจ แถมยังพูดจาประชดประชันอีก ตั้งแต่เมื่อไรเธอถึงได้ปากร้ายใจแคบขนาดนี้? หัดเรียนรู้จากหมิงจูบ้างได้ไหม? ถ้าเธอรู้จักคิดได้สักหนึ่งในสิบของหมิงจู พวกเราก็คงไม่เกลียดเธอหรอก!”
ฉู่อีอีหัวเราะเย็นชา “ใครอยากได้ความชอบจากพวกเธอกัน?”
กู้เสวียนสูดหายใจลึก ข่มความโกรธเอาไว้ “ฉันจะคิดซะว่าเธอกำลังงอน ตอนนี้เธอรีบขอโทษหมิงจูดี ๆ แล้วรับปากว่าจะกลับตัวกลับใจ พอกลับไปแล้วฉันจะช่วยขอร้องพ่อแม่ให้เธอกลับเข้าตระกูลกู้!”
ฉู่อีอีเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาราวกับมองคนโง่
เธอคิดว่าสติปัญญาของกู้เสวียนน่าเป็นห่วงจริง ๆ
“หึ ใครอยากกลับไปตระกูลกู้ของพวกเธอกัน? ตระกูลกู้ไม่มีใครสติปัญญาปกติสักคน ฉันกลัวอยู่ใกล้พวกเธอแล้วสมองจะทึบตาม ขอร้องฉันก็ไม่กลับไปหรอก!”
กู้เสวียนกับกู้หมิงจูโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ จ้องฉู่อีอีด้วยความเดือดดาล
กู้หมิงจูทั้งโกรธทั้งหิว แถมไม่มีกล้องถ่าย เธอเลยขี้เกียจแสร้งทำเป็นคนดีแล้ว กัดฟันพูดว่า “พี่สาม อย่ามัวพูดไร้สาระกับเธอเลย ลงมือสั่งสอนให้รู้สึกเสียบ้าง!”
“เธอจ้องเล่นงานฉันทุกเรื่อง แถมยังแอบขายหุ้นของตระกูลเอาเงินไป พวกเราถึงกับโดนเธอทั้งตบทั้งด่า น่าจะสั่งสอนเธอตั้งนานแล้ว!”
ฉู่อีอีหัวเราะเยาะ “เธอนี่กลับดำเป็นขาวเก่งจริง ๆ หุ้นที่ฉันขายเป็นของฉันอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่หุ้นของฉัน ฉันจะขายได้ยังไง? ก่อนใส่ร้ายฉันก็ใช้สมองที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่คิดให้ดี ๆ ก่อน!”
กู้หมิงจูโกรธจนแทบกระอักเลือด
เธอไม่สนใจคำพูดของฉู่อีอี แล้วหันไปหาคนอีกสามคน “ฉู่อีอีดูถูกและจ้องเล่นงานฉัน ถ้าพวกเธออยู่ข้างฉัน ช่วยกันสั่งสอนเธอ พอกลับไปแล้วฉันจะให้พี่ชายหางานดี ๆ ให้ อย่างน้อยก็จะหาโปรเจกต์หนังหรือละครระดับเอพลัสให้คนละเรื่อง แล้วยังช่วยแนะนำงานโฆษณาแบรนด์หรูให้ด้วย!”
ทั้งสามคนใจหวั่นไหว
ตอนนี้การแข่งขันในวงการบันเทิงดุเดือด แม้แต่ต้วนเจียงที่เป็นนักแสดงชายยอดเยี่ยม ยังแทบหาบทดี ๆ ไม่ได้
ส่วนงานโฆษณาแบรนด์หรูก็ยิ่งหายาก
ข้อเสนอนี้ล่อตาล่อใจพวกเขามากจริง ๆ
แต่พวกเขาก็ยังมีเรื่องให้กังวล
จางเจียเจียพูดว่า “ถ้าพวกเรารุมแกล้งเธอ แล้วมีคนรู้เข้าจะไม่ส่งผลเสียเหรอ?”
กู้หมิงจูหัวเราะเยาะ “ทีมผู้กำกับไปกันหมดแล้ว ไม่มีใครเห็นสักหน่อย แค่พวกเราไม่พูด ใครจะรู้?”
“ถ้าเธอกล้าเอาไปพูดมั่ว ๆ พวกเราแค่ไม่ยอมรับ แล้วกลับคำไปบอกว่าเธอต่างหากที่เล่นงานพวกเรา เธอคิดว่าชาวเน็ตจะเชื่อคำพูดของพวกเราที่เป็นศิลปินชื่อเสียงดีตั้งหลายคน หรือเชื่อคนที่มีข่าวเสีย ๆ หาย ๆ เต็มตัวอย่างเธอ?”
ทั้งสามคนได้ยินแบบนั้นก็คลายกังวลลงทันที
พวกเขาพูดพร้อมกันว่า “ได้ พวกเราจะทำตามที่เธอบอก เธออยากให้ทำยังไง?”
พวกเขาไม่แปลกใจเลยที่กู้หมิงจูต่อหน้ากล้องกับนอกกล้องเป็นคนละแบบ
พวกเขาได้ยินมานานแล้วว่าตัวจริงของกู้หมิงจูไม่ได้ใจดีอ่อนโยนเหมือนที่เห็นหน้ากล้อง
ศิลปินหลายคนในวงการก็ทำต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง พวกเขาเห็นจนชินแล้ว
แม้แต่ตัวพวกเขาเอง ภาพลักษณ์ที่แสดงต่อหน้ากล้องก็เป็นสิ่งที่บริษัทจัดวางไว้ทั้งนั้น
กู้หมิงจูยกมุมปาก ชี้ไปทางฉู่อีอีแล้วพูดอย่างมีเจตนาร้ายว่า “ไปแย่งเนื้อย่างในมือเธอมา แล้วก็เอาเป้ของเธอมาด้วย ฉันเห็นเธอเอาเต็นท์กับที่นอนเป่าลมมาด้วย คืนนี้เราจะได้มีที่นอนแล้ว!”
ทั้งสามคนพอได้ยินคำพูดของกู้หมิงจูก็ทำหน้าขรึม มองฉู่อีอีอย่างเป็นศัตรูแล้วเดินเข้าไปหา
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าในป่าติดตั้งกล้องจิ๋วซ่อนไว้จำนวนมาก
กล้องจิ๋วเหล่านี้ไม่เพียงถ่ายภาพได้คมชัดเทียบเท่ากล้องมืออาชีพ แต่ยังบันทึกเสียงได้ดีมากด้วย
กล้องมีขนาดเล็กมากและไม่มีไฟสีแดง ต่อให้อยู่ตรงหน้าพวกเขา พวกเขาก็อาจมองไม่เห็น
หลังทีมผู้กำกับออกไป กล้องจิ๋วก็เริ่มทำงานแล้ว
การถ่ายทอดสดในห้องไลฟ์ออนไลน์ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ขาดตอน…
