น้ำเสียงของชายหนุ่มอ่อนโยนละมุน ทว่าซ่อนโทสะจาง ๆ ไว้ในถ้อยคำ
ซูหว่านเจาราวกับลูกโป่งที่ถูกเข็มทิ่ม รีบสงบเสงี่ยมลงทันที
ปอยผมที่ชี้ฟูเพราะตกใจยังคงสั่นระริกอยู่บนศีรษะ มือเรียวขาวคว้าแขนเซี่ยหานเซิงที่แข็งแกร่งดุจเหล็กไว้ พลางชะโงกหน้าออกจากอ้อมอกของเขา มองเซิ่งฉางอานที่อยู่ไกลออกไปอย่างน่าสงสาร “ศิษย์...ศิษย์พี่ใหญ่”
แย่แล้ว ผู้มาเยือนดูท่าจะไม่เป็นมิตร
นางครุ่นคิด นางก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรสักหน่อย
ก็แค่จับคนปล่อยข่าวลือได้คนหนึ่งไม่ใช่หรือ?
คิดได้เช่นนั้น ซูหว่านเจาก็ผละออกจากอ้อมอกเซี่ยหานเซิง ยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่รู้สึกตัวเลยว่าตนเองทำผิดตรงไหน
เซิ่งฉางอาน “...”
เขายิ้ม “เจ้ายังภูมิใจเสียด้วย”
ซูหว่านเจาชี้ไปยังเด็กหนุ่มที่ล้มอยู่บนพื้นไม่ยอมลุก แล้วฟ้องว่า “เขาใส่ร้ายข้าก่อน ทั้งยังกุข่าวลือ ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อขจัดภัยให้สำนัก”
ช่างเป็นการขจัดภัยให้สำนักเสียจริง
แต่เซิ่งฉางอานเพิ่งกลับมาก็ตรงไปจัดการธุระที่ศาลาชิงเฟิง เขาจึงไม่รู้เรื่องข่าวลือนี้จริง ๆ เหล่าศิษย์ในสำนักเองก็ตั้งใจหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาได้ยิน
สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดที่เด็กหนุ่ม “ข่าวลือเรื่องอะไร?”
เห็นชัดว่าเป็นสายตา “เมตตาปรานี” แท้ ๆ แต่กลับทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง พอได้สติ เขาก็พรั่งพรูเรื่องที่ตนพูดออกมาจนหมด
“ในสำนักลือกันว่าศิษย์พี่ซูหว่านเจากับศิษย์พี่เซี่ยหนีตามกันไป แล้วท่านก็ไปจับทั้งสองคนกลับมาลงโทษ ข้าเพิ่งเห็นพวกเขากอดก่ายเกี้ยวพาราสีกันต่อหน้าผู้คน”
