สีเฉียวเริ่มกังวลขึ้นมาทันที หลังจากได้รับการเสริมพลังจากอาหารเพิ่มคุณสมบัติ ตอนนี้หลัวจิ่งก็แค่นับว่าอ่อนแอเมื่อเทียบกับคนในทีมของพวกเขาเท่านั้น
ส่วนเฉินเย่...เพิ่งฟื้นตัวได้ไม่นานด้วยซ้ำ
ใครจะคิดว่าเฉินเย่เป็นฝ่ายลงมือก่อน
หลัวจิ่งเบี่ยงตัวหลบหมัดที่เธอเหวี่ยงมา แล้วถอยฉากอย่างรวดเร็ว
หลบได้แล้ว!
มุมปากเขาเพิ่งยกขึ้น เฉินเย่ก็ไล่ตามมาทัน ยกขาเตะเข้าใส่ทันที
“ปัง!”
หลัวจิ่งยกแขนทั้งสองข้างไขว้กันรับลูกเตะไว้เต็ม ๆ ร่างทั้งร่างถูกเตะจนไถลถอยหลังไปช่วงหนึ่ง
สีเฉียวผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรง
เขายังยืนไม่ทันมั่นคง หมัดของเฉินเย่ก็พุ่งเข้ามาอีก หลัวจิ่งรีบยกแขนขึ้นกัน จุดที่ปะทะชาจนไร้ความรู้สึก การโต้กลับที่เพิ่งส่งออกไปก็ถูกเธอกดกลับมาอย่างแรง
รอยยิ้มบนใบหน้าเขาหายวับไปหมด
เฉินเย่ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หายใจ เธอคว้าแขนเขาแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง หลัวจิ่งถ่ายน้ำหนักลงเท้า พยายามทรงตัว แต่กลับถูกเธอพุ่งชนประชิดจนเซไปครึ่งก้าว
วินาทีถัดมา เท้าทั้งสองข้างก็ลอยจากพื้น
“ปัง!”
คราวนี้เสียงดังกว่าเมื่อครู่เสียอีก
สีเฉียวพลอยหดไหล่ตามไปด้วย
เฉินเย่ยื่นมือรองท้ายทอยเขาไว้ หลัวจิ่งกระแทกแผ่นหลังลงบนเบาะอย่างจัง พอเขาหายใจคล่องขึ้น เธอก็ปล่อยมือแล้วนั่งยอง ๆ มองอยู่ข้าง ๆ
“ประมาทไปหรือ?”
“ใช่” หลัวจิ่งยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เขาใช้มือยันเบาะแล้วลุกขึ้นนั่ง พลางนวดแขนที่ชาอยู่
“ครูฝึก แรงเยอะกว่าเมื่อก่อนอีกนะครับ”
“อืม” เฉินเย่ยื่นมือดึงเขาขึ้นมา
สีเฉียวอ้าปากค้าง มองเธอที แล้วมองหลัวจิ่งที่ยังนวดแขนอยู่ที
ครูฝึกผู้อ่อนโยนในความคิดของเธอ ดูเหมือนจะมีอีกด้านจริง ๆ
