“ฉันแปลงร่างเอง ไว้ค่อยเล่าให้ฟัง” สีเฉียวเงยหน้ามองพวกเขา “พวกคุณหาที่นี่เจอได้ยังไง?”
“พวกเราเจอร่องรอยที่พวกคุณทิ้งไว้ ระหว่างทางที่ตามมาเจอฝูงสัตว์บุกเข้าโจมตี เลยบังเอิญเจอเฮ่อเหมิงกับพวก” เสิ่นชิงเหอตอบ “เห็นว่าพวกเขามุ่งหน้าไปทางเดียวกับเรา เลยเดาว่าพวกคุณอาจมาที่เผ่านี้เหมือนกัน ก็เลยวิ่งตามมาด้วย”
สีเฉียวพยักหน้า
“เฉียวเฉียว คนที่นี่แปลงร่างเป็นสัตว์ได้ด้วย น่าจะให้เหวินเซียวมาดูบ้าง จะได้ไม่ต้องคอยรู้สึกอึดอัดกับหูกับหางเสือดาวของตัวเองอยู่ตลอด”
สีเฉียวหัวเราะ “หยวนเป่าบอกว่าที่นี่เป็นมิติยุคระหว่างดวงดาวแห่งโลกสัตว์”
“เป็นโลกสัตว์จริง ๆ ด้วยแฮะ” หลัวจิ่งเหลือบมองไปทางเฮ่อเหมิง “ตอนหมาป่าตัวนั้นจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา ทำเอาตกใจแทบแย่”
หานเฉิงเยว่เหลือบมองเขา “อย่าพูดเหมารวมผมไปด้วย”
“เหลาหาน อย่าทำตัวห่างเหินนักสิ พวกเราเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีต่อกันนะ!”
เฉินเย่เห็นว่าบทสนทนาเริ่มออกทะเล จึงตบไหล่คนละที “แล้วไอ้นี่ที่อยู่ข้างพวกคุณคืออะไร?”
หลัวจิ่งกุมไหล่ที่ถูกตบจนเจ็บ โกรธแต่ไม่กล้าพูด ส่วนหานเฉิงเยว่ยังคงสงบนิ่ง
สีเฉียวมองตามสายตาพวกเขาไป ถึงเพิ่งเห็นเสือดำที่นอนหมอบอยู่ข้าง ๆ มันไม่ได้ตามเฮ่อเหมิงไปด้วย
“นี่ก็เป็นมนุษย์สัตว์เหมือนกันเหรอ แล้วทำไมถึงมาเฝ้าพวกเรา?”
เสิ่นชิงเหอตอบอย่างจนใจ “เพราะไม่ใช่มนุษย์สัตว์ของเผ่านี้น่ะ”
“พวกเราเก็บมาได้” หลัวจิ่งบอก
“หา?”
……
พอฟังเรื่องที่พวกเขาเก็บมนุษย์สัตว์เสือดำมาได้ แถมอีกฝ่ายยังความจำเสื่อม สีเฉียวก็รู้สึกว่านี่เป็นประสบการณ์ที่พิสดารไม่น้อย
