ฉือโหย่วหลีนั่งคุกเข่าอยู่ในศาลาบำเพ็ญกุศลทั้งวัน จนหัวเข่าชาไปหมดแล้ว
ผู้คนที่มาร่วมไว้อาลัยทยอยกันมาไม่ขาดสาย กลิ่นเทียนกับกระดาษเงินกระดาษทองปะปนกันจนแสบตา น้ำตาพร่ามัว
เธอแยกไม่ออกว่าตัวเองอยากร้องไห้ หรือแค่ถูกควันรมจนมีน้ำตา
หลังม่าน เสียงพูดคุยของคนหนุ่มสาวหลายคนลอยมาแว่ว ๆ ขาดหายเป็นช่วง ๆ
“ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ...ตกเป็นของจี้โจ้ว...”
“ถ้าคุณชายใหญ่เหวินไม่ตาย แล้วจะถึงตาเขาได้ยังไง?”
เธอไม่โทษคนพวกนั้นที่ปากมาก
เหวินหานจิ่งเสียชีวิตในสนามสอบ ข่าวถูกปิดเงียบอยู่สามวัน กระทั่งวันที่ประกาศรายชื่อผู้ได้ตำแหน่ง ข่าวถึงแพร่ออกไป
บางคนบอกว่าเขาล้มป่วยเพราะทำงานหนัก บางคนบอกว่าโรคเก่ากำเริบ ส่วนบางคนก็บอกว่าเขาไปล่วงเกินใครเข้า
สรุปแล้วมีคนพูดกันไปสารพัด
ฉือโหย่วหลีหลับตาลง บังคับกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา
เธอกับเหวินหานจิ่งแต่งงานกันมาได้หกเดือน
แม้จะเป็นเวลาแสนสั้น แต่กลับเป็นหกเดือนที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ
คฤหาสน์เก่าตระกูลเหวินกว้างใหญ่ ผู้คนในบ้านก็น้อย จึงเงียบเหงาอยู่บ้าง แต่เมื่อมีเขาอยู่ เธอก็รู้สึกอุ่นใจ
นายท่านเหวินกับฮูหยินเหวินจากไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนหรงเฮ่ออวี้ประจำการอยู่ที่เมืองหลินโจวตลอดทั้งปี
ในคฤหาสน์หลังใหญ่ มีเพียงพวกเขาสองคนที่คอยอยู่เป็นเพื่อนกัน
ฉือโหย่วหลีเคยคิดว่าชีวิตนี้คงดำเนินไปอย่างสงบสุขเช่นนี้
ใครจะรู้ว่าฟ้ากลับไม่เป็นใจ
“คุณนายใหญ่” เสียงลุงหลี่ พ่อบ้านดังขึ้นข้างกาย “คุณชายตระกูลจี้มาไว้อาลัยครับ”
ฉือโหย่วหลีลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงแหบพร่า “เชิญเขาเข้ามาเถอะค่ะ”
เธอจำจี้โจ้วได้
ก่อนเธอแต่งงาน จี้โจ้วเคยฝากคนมาสู่ขอถึงบ้าน
แต่เธอปฏิเสธ
หลังจากนั้นเธอก็แต่งงานกับเหวินหานจิ่ง ทั้งสองจึงไม่ได้ข้องเกี่ยวกันอีก
จี้โจ้วสวมสูทตัดเย็บพอดีตัว ผมหวีเรียบกริบไร้ที่ติ
ลุงหลี่ยื่นธูปให้เขา ก่อนถอยออกไปยืนนิ่ง ๆ นอกประตู
จี้โจ้วรับธูปมา ค้อมคำนับโลงศพ
พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาก็จับภาพร่างบอบบางที่คุกเข่าอยู่บนเบาะรองเข่า แววตาพลันฉายความยินดี
คนนอกต่างรู้เพียงว่าฉือโหย่วหลีกับคุณชายใหญ่เหวินเป็นคู่กิ่งทองใบหยก สวรรค์สร้างมาให้คู่กัน
แต่ไม่มีใครรู้ว่าจี้โจ้วมอบหัวใจให้เธอมานานแล้ว ทว่าเธอกลับเหยียบย่ำมันจนแหลกละเอียด
“พี่เหวิน พวกเราสองคนสนิทกันขนาดนี้ แต่คราวนี้กลับสอบไม่ทันได้ออกไปด้วยกัน พูดถึงชะตาฟ้าแล้วช่างทำให้คนรู้สึกหดหู่จริง ๆ...”
“แต่ตำแหน่งนั้นผมรับไว้แทนพี่แล้ว พี่ก็ไม่ต้องเสียดายมากนัก!”
ฉือโหย่วหลีได้ยินคำพูดของเขาก็ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่สบายใจ
แต่เมื่อนึกได้ว่านี่คือศาลาบำเพ็ญกุศล เธอจึงไม่ได้พูดอะไร
ไม่คิดว่าจี้โจ้วจะเดินตรงเข้ามาหาเธอ
สายตาโจ่งแจ้งของชายหนุ่มกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ฉือโหย่วหลีเกิดมางดงามราวกับนางฟ้า ชุดกี่เพ้าสีดำที่สวมอยู่ไม่อาจปกปิดรูปร่างเพรียวบางเย้ายวนได้เลย
จี้โจ้วนึกถึงตอนที่ถูกเธอปฏิเสธในอดีต กัดฟันกรอดด้วยความขุ่นเคือง
เขาคิดว่าตัวเองไม่ได้ด้อยกว่าคุณชายใหญ่เหวินแม้แต่น้อย แต่ฉือโหย่วหลีกลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ดันเลือกแต่งงานกับเหวินหานจิ่ง
เหวินหานจิ่งมีดีตรงไหนกัน?
จี้โจ้วกล้ำกลืนความโกรธนี้มานาน ตอนนี้เหวินหานจิ่งตายแล้ว นี่คงเป็นเพราะแม้แต่สวรรค์ยังทนดูไม่ไหว!
“ฉือโหย่วหลี” จี้โจ้วยืนตรงหน้าเธอ “แต่งกับคนอายุสั้นไปแล้ว ยังคิดจะเฝ้าตระกูลเหวินไปทั้งชีวิตจริง ๆ เหรอ?”
ฉือโหย่วหลีเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ ก่อนถามเขาเสียงเข้ม “คุณหมายความว่ายังไง?”
ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศทำให้จี้โจ้วได้ใจ เขาขี้เกียจแสร้งทำเป็นสุภาพอีกต่อไป
“ถึงตอนนั้นคุณจะตาถั่วปฏิเสธผมก็เถอะ แต่ผม จี้คนนี้เป็นคนใจดี เห็นแก่ที่คุณเป็นแม่ม่ายไร้ที่พึ่ง ผมจะยอมให้ตำแหน่งอนุภรรยากับคุณก็ได้”
สายตาของจี้โจ้วไล้ไปตามพวงแก้มงดงามของเธอทีละน้อย รสชาติของแม่ม่ายนั้นเขายังไม่เคยลองจริง ๆ
“เพียะ!”
“จี้โจ้ว อุตส่าห์เรียนหนังสือมาตั้งหลายปี ไม่นึกเลยว่าจะต่ำช้าได้ถึงขนาดนี้ สงสัยความรู้ที่เรียนมาคงไหลลงท้องหมาหมดแล้ว!”
ฉือโหย่วหลีฟาดฝ่ามือลงไปอย่างแรง ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
เธอไม่เคยคิดเลยว่าจี้โจ้วจะเลวทรามถึงเพียงนี้ ยังจดจำคำพูดครั้งนั้นแล้วผูกใจเจ็บมาจนถึงตอนนี้
ฉือโหย่วหลีโกรธจนตัวสั่น พอเห็นโลงศพที่ตั้งอยู่ข้างกาย ความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดก็ทะลักขึ้นมา จมูกพลันแสบขึ้น
จี้โจ้วถูกตบเข้าให้ ดวงตาพลันฉายแววเหี้ยมเกรียม ก่อนก้าวเข้าหาเธอ
“ฉือโหย่วหลี คุณยังคิดว่าตัวเองเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่อีกหรือไง?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะผมยังเห็นแก่ความหลัง ด้วยร่างกายที่ผ่านผู้ชายมาแล้วอย่างคุณ แม้แต่ประตูบ้านตระกูลจี้ก็อย่าหวังว่าจะได้แตะ!”
เขาต้อนเธอไปจนถึงมุมห้องทีละก้าว
แผ่นหลังของฉือโหย่วหลีกระแทกกำแพงอย่างแรง เธอเริ่มหวาดกลัว
“คุณมันไร้ยางอาย ที่นี่คือคฤหาสน์ตระกูลเหวินนะ!”
“แล้วจะทำไม ที่นี่ไม่มีใครอื่นสักหน่อย”
เหวินหานจิ่งมีน้องชายที่ว่าเก่งกาจราวกับมีอำนาจล้นฟ้าอยู่ที่เมืองหลินโจวก็จริง
แต่ที่นี่คือเมืองหัวเฉิง คนที่กำลังรุ่งโรจน์ที่สุดในหัวเฉิงตอนนี้คือเขา จี้โจ้ว!
จี้โจ้วยกมุมปาก ก่อนโน้มตัวเข้าประชิดฉือโหย่วหลี
ทันใดนั้นเงาดำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามา
แขนของจี้โจ้วถูกกัดเข้าอย่างจัง แขนที่เมื่อครู่ยังดี ๆ อยู่พลันมีเลือดไหลทะลัก
“อ๊าก เจ็บ!”
สุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์สีดำสนิทตัวหนึ่งยืนปกป้องฉือโหย่วหลี เขี้ยวในปากยังเปื้อนเลือดของจี้โจ้ว
จี้โจ้วตกใจจนก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
“พอแล้ว กลับมา” เสียงตวาดทุ้มต่ำดังขึ้น
สุนัขตัวนั้นเลียปาก ก่อนค่อย ๆ ถอยกลับไปหยุดข้างชายในเครื่องแบบทหาร
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในศาลาบำเพ็ญกุศล เสียงรองเท้าบูตหนักแน่นดังสะท้อน
จี้โจ้วกุมแขนที่เลือดไหล ใบหน้าซีดเผือด “คุณ...คุณเป็นใคร?”
ชายคนนั้นไม่แม้แต่จะมองเขา
เขาเดินตรงไปหยุดตรงหน้าฉือโหย่วหลี มือใหญ่แข็งแรงยื่นมาหาเธอ “โหย่วหลี ไม่ต้องกลัว คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ฉือโหย่วหลีเอียงหน้ามองชายหนุ่ม
เครื่องแบบทหารที่สวมอยู่เรียบกริบ เครื่องหมายบนอกสะท้อนแสงเทียนเป็นประกาย
หมวกทหารกดต่ำ เผยให้เห็นเพียงแนวกรามคมเข้ม
สบเข้ากับดวงตาลุ่มลึกของชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง เธอถึงจำใบหน้านี้ได้
หรงเฮ่ออวี้!
น้องชายของเหวินหานจิ่ง
ท่านผู้ว่าการหรงแห่งเมืองหรง ผู้มีข่าวลือว่าใจเหี้ยมอำมหิต ซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองหลินโจว
เขากลับมาแล้ว!
หรงเฮ่ออวี้กับเหวินหานจิ่งไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ ๆ
เขาเป็นลูกชายของหรงอี้เหิง สหายสนิทของตระกูลเหวิน ตอนยังเด็กถูกส่งมาอยู่เมืองหัวเฉิง ฝากให้นายท่านเหวินช่วยดูแล
ตระกูลเหวินเลี้ยงดูเขาในฐานะคุณชายรองมาโดยตลอด แม้ไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ แต่ก็สนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้
อีกทั้งอายุไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่เล็กจนโตจึงกินอยู่ด้วยกันนานเข้า รูปร่างหน้าตาก็คล้ายกันอยู่บ้าง ทว่านิสัยกลับต่างกัน
เหวินหานจิ่งเป็นคนอ่อนโยน เวลายิ้มดวงตาจะโค้งขึ้น ดูอบอุ่นอยู่เสมอ
หรงเฮ่ออวี้เคร่งขรึมและพูดน้อย สายตาที่มองคนมักจริงจังอยู่เสมอ เวลาเผชิญหน้ากับเขา มักรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวน
หรงเฮ่ออวี้สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยภาคเหนือได้ตอนอายุ 15 ปี อายุ 18 ก็ออกรบแนวหน้า ไต่เต้าจนได้เป็นผู้ว่าการเมืองหลินโจวอย่างทุกวันนี้ กุมอำนาจทหารและการปกครองทั่วทั้งเมืองหลินโจว
ครั้งล่าสุดที่ฉือโหย่วหลีพบเขา คือวันแต่งงานของเธอ
เหวินหานจิ่งจูงมือเธอไปแนะนำให้หรงเฮ่ออวี้รู้จัก
“เฮ่ออวี้ พี่จะแนะนำให้รู้จัก นี่คือพี่สะใภ้ของนาย”
หรงเฮ่ออวี้มองเธออยู่นานโดยไม่พูดอะไร
สุดท้ายเธอจึงเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “โหย่วหลีคารวะน้องสามีค่ะ”
เขาถึงตอบเสียงต่ำว่า “สวัสดีครับ พี่สะใภ้”
เวลานี้ฉือโหย่วหลียิ่งคาดเดาท่าทีของเขาไม่ออก
ได้ยินว่าหรงเฮ่ออวี้ขับรถติดต่อกันถึงสองวันเต็ม ไม่ได้นอนแม้แต่ชั่วพริบตาเพื่อรีบกลับมา
เพิ่งก้าวเข้าศาลาบำเพ็ญกุศลก็เห็นพี่สะใภ้อย่างเธอกำลังพัวพันกับผู้ชายคนอื่น
ด้วยนิสัยการทำอะไรของเขา หรือว่าเขาจะ...
ฉือโหย่วหลีเพิ่งคาดเดาถึงชะตากรรมอันน่าสังเวชของตัวเอง หรงเฮ่ออวี้ก็ขยับตัวเสียแล้ว
