ทุกคนหันไปตามเสียง ก็เห็นซูหนัวหาน
สีหน้าของซูเย่าหยางพลันมืดครึ้มลง “เธอมาทำอะไรที่นี่?!”
ซูหนัวหานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงสบาย ๆ “แน่นอนว่ามากินข้าวเช้าสิ”
ตอนนี้ซูเย่าหยางกำลังกลุ้มใจอยู่พอดี พอได้ยินว่าเธอมาขอกินข้าว ก็แทบกระอักเลือดออกมา
เด็กเหลือขอนี่! ตั้งใจมากวนประสาทให้เขาโมโหตายหรือไงกัน? เกิดเรื่องใหญ่โตในบ้านแท้ ๆ แต่เธอกลับไม่ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงสักคำ เปิดปากมาก็ขอกินข้าว คิดว่าที่นี่เป็นร้านอาหารหรือไง?
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ไสหัวออกไปซะ อย่าลืมว่าเราตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว ตอนบ่ายทะเบียนบ้านก็น่าจะจัดการเรียบร้อย ไปเอาเองที่สำนักงานทะเบียน!”
ซูหนัวหานได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองเขา “ไม่ให้กินก็ไม่กินสิ จะดุอะไรนักหนา! ฉันหวังดีเตือนนะ อายุปูนนี้แล้วก็อย่าโมโหบ่อยนัก เดี๋ยวจะแก่เร็ว”
“เธอ...” ซูเย่าหยางถูกเธอยั่วโมโหจนพูดไม่ออก
ซูหนัวหานยิ้มบาง ๆ “เอาละ อย่าโมโหขนาดนั้นเลย ไม่มีอะไรให้กิน ฉันกลับก็ได้”
พูดจบ เธอก็ทำท่าจะหันหลังเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน!” ซูเนี่ยนเวยร้องเรียกเธอขึ้นมาทันที
ซูหนัวหานหยุดเท้าแล้วหันกลับมา แววตาเต็มไปด้วยความยียวน “คุณหนูใยบัว จะเตรียมอาหารเช้าให้ฉันหรือไง?”
“พี่สาว!” ซูเนี่ยนเวยจ้องเธอเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและกล่าวหา “ของในบ้านหายไปหมดภายในคืนเดียว เธอเป็นคนทำใช่ไหม?!”
ซูหนัวหานหัวเราะเยาะเบา ๆ “ฉันว่าเธอคันไม้คันมืออีกแล้วสินะ? เรื่องอะไร ๆ ก็เอามาโยนความผิดให้ฉันหมดหรือไง? หรือว่า...”
เธอพูดยังไม่ทันจบ ก็แสร้งทำเป็นกวาดตามองห้องรับแขกที่ว่างเปล่าด้วยความสงสัย จากนั้นก็หัวเราะเยาะไม่หยุด น้ำเสียงเจือแววถากถาง
