"ชิ พูดถึงพวกเราก่อนก็ส่องกระจกดูตัวเองเสียบ้างเถิด"
ทุกคนพากันกล่าวกับฉินหว่านหว่านว่า "หว่านหว่านช่างเป็นเด็กนำโชคจริงหนอ กระต่ายยังยอมเดินเข้าหามือตนเอง"
"หว่านหว่าน กระต่ายตัวนี้ให้ท่านอาได้หรือไม่" มีผู้หนึ่งเอ่ยหยอกล้อนาง
เจ้าตัวน้อยมีสีหน้ากล้ำกลืนอยู่ชั่วขณะ
"ก็ได้ เพคะ ข้ายกให้พวกท่าน ข้ากับท่านพ่อกินตัวเดียวก็พอ"
พวกเขามีกันตั้งมากมาย หว่านหว่านใจกว้างแบ่งให้ตัวหนึ่งก็แล้วกัน
ทุกคนพลันถูกเจ้าเด็กน้อยผู้อบอุ่นหัวใจทำให้ละลาย กลุ่มบุรุษร่างใหญ่กำยำ แต่กลับชื่นชอบเด็กน้อยที่ทั้งอ่อนนุ่มและว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ที่สุด
มิฉะนั้นแล้ว เหตุใดบุรุษร่างสูงใหญ่จึงมักโปรดสตรีรูปร่างเล็กกระทัดรัดเล่า รูปร่างเล็กน้อยนั้นย่อมสะกิดหัวใจพวกเขาได้จริง ๆ
ครั้งนี้จับกระต่ายได้รวมของฉินหว่านหว่านที่จับได้ตัวแรก สรุปมีห้าตัว
ผู้อื่นก็มีพบรูกระต่ายแถบนั้นแล้วจับกระต่ายได้เช่นกัน
คนที่รู้จักมักคุ้นก็รวมกลุ่มกันชิมเนื้อสัตว์ด้วยกัน ผู้ใดหาไม่ได้ก็ได้แต่มานะตัวเองว่าวาสนาไม่ดี
กระต่ายของพวกเขานำไปให้หน่วยพลาธิการจัดการต้ม เนื้อย่างนั้นแข็งเกินไป ฟันซี่เล็ก ๆ ของฉินหว่านหว่านอาจขบไม่เข้า
หัวหน้าพ่อครัวของหน่วยพลาธิการก่อนมาเป็นทหารก็เป็นพ่อครัวมาก่อน อาศัยความสามารถนี้เองจึงใช้ชีวิตในค่ายทหารได้อย่างสุขสบาย
เนื้อกระต่ายที่ตุ๋นให้พวกเขาเปื่อยนุ่ม รสชาติซึมซ่านดี
ฉินหว่านหว่านตัวเล็ก ๆ อุ้มชามใบใหญ่ ในชามมิใช่มีเพียงเนื้อกระต่ายแต่ยังมีหัวไชเท้าหั่นเป็นชิ้น ๆ
นางกินเสียจนใบหน้ามิดไปทั้งชาม
ผู้อื่นก็กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
ฉินหว่านหว่านตอนนี้ทั้งตัวเล็กทั้งท้องก็เล็ก เนื้อเต็มชามกินไปเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือครึ่งหนึ่งนางยื่นให้เซี่ยฉง
เจ้าตัวน้อยเรอออกมาเสียงหนึ่ง "หว่านหว่านกินไม่ไหวแล้วเพคะ ท่านพ่อกินเถิด"
เซี่ยฉงก็มิได้ปฏิเสธ สิ่งที่ผู้อื่นกินค้างเขามิได้รังเกียจ ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือเนื้อสัตว์
เซี่ยฉงกินรวดเร็ว เพียงไม่กี่คำก็กินเนื้อหมดเกลี้ยง สุดท้ายน้ำแกงยังเอามาจิ้มเสบียงแผ่นแป้งกิน
พวกเขากินข้าวเสร็จได้ไม่นาน ขณะที่เฉินซูกำลังเช็ดหน้าให้ฉินหว่านหว่าน ทหารเลวผู้หนึ่งก็พาชายชราร่างแห้งกรอบสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบผู้หนึ่งเข้ามา
"ท่านแม่ทัพ เขาผู้นี้บอกว่าตนรู้ว่าค่ายพยัคฆ์ดำอยู่ที่ใด"
ชายชราผู้นั้นเข้ามาแล้วก็คุกเข่าลงโดยตรง
"ท่านแม่ทัพ ชาวอำเภอชิงสุ่ยของพวกเราถูกโจรภูเขาค่ายพยัคฆ์ดำรังแกจนทุกข์ยากมานานแล้ว วันนี้หากท่านแม่ทัพปราบค่ายพยัคฆ์ดำได้ ข้าน้อยขอแทนชาวอำเภอชิงสุ่ยทั้งมวลกราบขอบพระคุณมหากรุณาธิคุณของท่านแม่ทัพ"
เซี่ยฉงมิได้กล่าวคำฟุ่มเฟือย เพียงถามรายละเอียดสภาพโดยรวมของค่ายพยัคฆ์ดำอย่างชัดเจน แล้วให้เฉินซูอยู่ดูแลฉินหว่านหว่านและกองทัพ เขาคุมทหารหน่วยกล้าจำนวนหนึ่งไปปราบโจรทันที
ฉินหว่านหว่านก็มิได้ส่งเสียงร้องเซ้าซี้จะไปด้วย แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ก็รู้จักกาลเทศะ
เพียงแต่ในใจเป็นห่วงท่านพ่อ จะเหลียวคอไปทางที่เซี่ยฉงจากไปเป็นครั้งคราว
"หนูน้อย เจ้าวางใจเถิด ท่านพ่อของเจ้าเป็นถึงเทพสงคราม ตีกับพวกต๋าจื๊อที่ร่างใหญ่ราวกับหมีก็ยังไม่มีปัญหา ไยต้องพูดถึงอ้ายโจรภูเขาเล็ก ๆ นี่"
ฉินหว่านหว่าน "ท่านพ่อของข้าเก่งกาจนักหรือ"
"ท่านแม่ทัพเก่งกาจยิ่งนักแน่นอนอยู่แล้ว"
ผู้ตอบนางคือเฉินซูที่กำลังยกน้ำชามหนึ่งเดินเข้ามา ได้ยินคำนี้พอดี
เฉินซูส่งน้ำให้หว่านหว่าน ในแววตามีความเคารพและเลื่อมใสต่อเซี่ยฉง
"ท่านแม่ทัพเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่อายุสิบหก ปีที่สิบแปดก็นำหน่วยเล็กบุกฝ่าแนวข้าศึกเข้าสังหาร ในยุทธการที่เฟิงไถสังหารข้าศึกไปหนึ่งร้อยแปดนาย ทั้งยังฝ่าเข้าไปในวงล้อมของข้าศึกตัดศีรษะแม่ทัพศัตรู
นับแต่นั้นมาเขาก็เริ่มแสดงความสามารถอันโดดเด่น เมื่อตำแหน่งทางการทหารสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต๋าจื๊อที่สังหารไปก็มากขึ้นตามลำดับ บุกตะลุยจนต๋าจื๊อล่าถอยไปถึงทุ่งหญ้า ราชวงศ์เทียนฉี่ของเราก็ยึดคืนห้าเมืองแห่งผิงโจวได้"
"เขาปฏิบัติต่อทหารใต้บังคับบัญชาดีเช่นกัน ระเบียบวินัยทหารเคร่งครัด ทุกครั้งที่ราชสำนักมีรางวัลก็จะแบ่งตามผลงานการรบ ไม่เคยฉ้อโกงเงินทองของพวกเรา และบางครั้งเสบียงทหารไม่เพียงพอ ก็เป็นเขาควักเงินตัวเองซื้อธัญพืชให้พวกเรา ทหารผ่านศึกที่พิการเพราะสงคราม เขาก็เป็นผู้จัดการดูแลให้"
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวของเซี่ยฉงแล้ว เฉินซูราวกับพูดได้ไม่จบสิ้น
ฉินหว่านหว่านยกแก้มด้วยสองแขนเล็ก ๆ ฟังอย่างตั้งใจยิ่ง ดวงตากลมโตคู่นั้นสุกใสเป็นพิเศษ
เฉินซูอดใจไม่ไหวลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนาง "ดังนั้นเจ้าหว่านหว่านน้อยอย่าได้กังวล อ้ายโจรภูเขาเล็ก ๆ เท่านั้น ท่านแม่ทัพของเราย่อมปราบได้โดยง่าย"
ณ หุบเขาลึกห่างจากที่ตั้งทัพของกองทัพเทียนฉี่กว่าสิบลี้ ยามราตรีมืดมิดลมแรง ภายในค่ายพยัคฆ์ดำเสียงโห่ร้องสังหารสะท้านฟ้า
ภายในค่ายพยัคฆ์ดำทั้งค่ายมีคนอยู่กว่าสามร้อย ล้วนเป็นคนชั่วร้ายอำมหิต โดยธรรมชาติแล้วไร้ระเบียบวินัยใด ๆ
เซี่ยฉงไม่ทำศึกที่ไร้ความมั่นใจ แม้กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรภูเขาเขาก็ไม่ประมาท
ใช้เวลายามฟ้ายังสว่าง เขาก็นำคนสองสามคนออกไปเบามือ จับกุมลูกสมุนโจรภูเขากระจัดกระจายภายนอกสอนหนึ่ง แล้วสอบสวนสถานการณ์ภายในของโจรภูเขาให้กระจ่างชัด จากนั้นก็นำพวกเขาใช้เวลาอันสั้นที่สุดสำรวจลักษณะภูมิประเทศโดยรอบพอสังเขป
หลังจากนั้นยามค่ำคืน ขณะที่โจรภูเขาในค่ายผ่อนคลายที่สุดก็เปิดฉากโจมตี
ทหารที่เซี่ยฉงนำมาล้วนเป็นหน่วยกล้า จัดการผู้คุมเวรยามแล้ว เมื่อบุกเข้าไปถึงภายในค่ายพยัคฆ์ดำจึงถูกพบตัว จึงไม่เก็บงำซ่อนเร้นอีกต่อไป เปิดฉากบุกอย่างเต็มกำลัง
ในนั้นกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปถึงคลังอาวุธของค่ายพยัคฆ์ดำ จุดไฟเผาอาคารเสีย
เมื่อหมดข้อได้เปรียบด้านอาวุธ ศึกก็พลิกกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างชัดเจน
เซี่ยฉงเข้าปะทะกับหัวหน้าโจรภูเขาโดยตรง
หัวหน้าโจรภูเขากินมากจึงกำยำล่ำสัน ใช้ขวานคู่ที่เต็มไปด้วยอำนาจน่าเกรงขาม แรงถึงก็มากผิดปกติ
เซี่ยฉงถือทวนด้ามดำปลายพู่แดงทั้งเล่ม ไม่มีการเคลื่อนไหวที่เกินจำเป็น ทวนพู่แดงในมือเขาราวกับมังกรท่องเมฆา
ผ่านไปไม่ถึงสิบกระบวนท่า หัวหน้าโจรภูเขาก็ตกเป็นรอง ขวานข้างหนึ่งถูกเขาปัดลอยกระเด็นไป
หัวหน้าโจรภูเขานั้นเห็นท่าว่าจะสู้ไม่ได้ กลับจับคนผู้หนึ่งมาเป็นโล่ขวางทวนของเซี่ยฉงที่พุ่งแทงเข้าหาตน จากนั้นก็ปาขวานในมืออีกข้างหนึ่งเข้าใส่เขาอย่างแรง แล้วหันหลังวิ่งหนี
เซี่ยฉงพลิกข้อมือเล็กน้อย พร้อมกับเสียงกระทบดังสนั่นหวือ ขวานที่พุ่งเข้าใส่ใบหน้าเขาถูกปัดกระเด็นไปปักต้นไม้ ล้มต้นไม้ขนาดเท่าขาอ่อนลงกับพื้น
จังหวะที่ว่างอยู่นี้ หัวหน้าโจรภูเขานั้นก็ใช้ความชำนาญในภูมิประเทศหนีไปได้ไกลแล้ว
เซี่ยฉงออกแรงตัวไม่กี่ครั้งก็ทะยานขึ้นไปถึงหอสังเกตการณ์ ฉวยคันธนูที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา เล็งไปทางที่หัวหน้าโจรภูเขาอยู่ น้าวสายยิงออกไปอย่างต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ
ฟิ้ว~
ตามลูกธนูที่พุ่งออกไป คันธนูคุณภาพต่ำในมือเขาก็ทนแรงไม่ไหวหักสะบั้นลง
หนึ่ง สอง สาม...
ฉึก...
ไม่ถึงสามลมหายใจ ลูกธนูที่พุ่งออกไปก็ปักกลางหว่างคิ้วหัวหน้าโจรภูเขาพอดิบพอดี
ตามหลักแล้วยามนี้ฟ้ามืดแล้ว ดวงตาคนย่อมไม่สามารถเห็นเหตุการณ์ที่ไกลไปกว่าสามร้อยเมตรได้ชัดเจน
แต่ดวงตาเซี่ยฉงกลับมองเห็น
เขามีนัยน์ตาคู่หนึ่งที่แม้ในความมืดก็ยังเห็นสรรพสิ่งได้ชัดเจน
ก็ด้วยอาศัยนัยน์ตาคู่นี้เอง ศึกกลางคืนที่เคยบัญชาการหลายครั้งเขาจึงสามารถหาแม่ทัพข้าศึกได้อย่างแม่นยำ แล้วก็สังหารตัดศีรษะ นำพาทหารของเขาได้รับผลงานการศึกอย่างงดงาม
หัวหน้าคนที่หนึ่ง คนที่สอง และคนที่สามแห่งค่ายพยัคฆ์ดำถูกสังหารหมดสิ้น โจรภูเขาทั้งหลายถูกประหารตามความผิด
หลังจากนั้นเซี่ยฉงก็นำกำลังคนเริ่มกวาดล้าง
ช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกจับกุมได้จำนวนหนึ่ง ทั้งยังให้พวกเขาคลำศพไม่ให้พลาดแม้แต่ศพเดียว สิ่งใดมีค่าก็เก็บรวบรวมไว้หมด แม้แต่เสื้อผ้าดีหน่อยก็ถอดออกมา ซักซะหน่อยก็ยังใส่ได้
ถึงขั้นถอนขนห่านทุกตัวไม่ยอมปล่อยผ่านไปแม้แต่น้อย
เขาอาศัยความสามารถตัวเองมาทั้งนั้น จะให้ปล่อยก็ไร้เหตุผล
สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคลังสมบัติของโจรภูเขา
จนกระทั่งกวาดค้นจนไม่สามารถหาสิ่งใดออกมาได้อีกแล้ว เซี่ยฉงจึงนำทั้งคนและทรัพย์สิน รวมถึงสัตว์ในค่ายก็ไม่ปล่อยผ่าน นำลงจากเขามาด้วย
โจรภูเขาที่ยังมีชีวิตเซี่ยฉงไม่ต้องการ สั่งให้คนมัดตัวส่งไปให้ศาลาว่าการอำเภอท้องที่โดยตรง
ส่วนผู้คนที่ถูกจับขึ้นไปบนเขา จะไปก็ไป จะอยู่ก็นำติดตัวมา พรุ่งนี้ค่อยจัดการปัญหาการไปอยู่ของพวกเขา
ทว่าในระหว่างนั้นเกิดเรื่องแทรกซ้อนขึ้นเล็กน้อย มีหญิงสาวนางหนึ่งที่ถูกโจรภูเขาแย่งชิงมาแล้วถูกทำร้ายคิดสั้นอยากจบชีวิต
พอถูกช่วยลงมาได้ก็ยังคงร้องจะตายจะเป็นอยู่นั่น
เซี่ยฉงยามนี้ขี้เกียจเสียเวลาพูดจา สั่งให้คนตีให้สลบแล้วนำตัวไปเสีย
ท่วงท่าเช่นนี้ช่างเหมือนโจรยิ่งกว่าโจรเสียอีก
