ซือหลินปรายตามองเขาอย่างเย็นชา มืออีกข้างว่างลงมาผลักเขาออกไป “อย่ามายุ่ง”
เวินเหยี่ยนถูกผลักจนถอยหลังไปสองก้าว แว่นยังเอียงไปด้วย
เขายกมือดันกรอบแว่นให้เข้าที่ ไม่ได้เดินเข้าไปอีก เพียงยืนมองทั้งคู่จากที่เดิม
“จี้เหยียน” ซือหลินแทบไม่เคยแสดงท่าทีเย็นเยียบเตือนใครในคณะกรรมการแบบนี้
“ในเมื่อจะทำเป็นยอมรับเธอ ก็ทำให้มันถึงที่สุด”
“ไม่ว่าจะกับฉันหรือกับเธอ นายต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน”
“ฉันไม่อยากให้เธอต้องถูกนายทำให้เสียใจอีกแม้แต่นิดเดียว”
จี้เหยียนถูกกดติดกับประตูรถ สีหน้าที่พยายามประคองไว้พังลง เหงื่อเย็นไหลจากขมับ
เขาเอ่ยเสียงแหบ “รู้แล้ว”
ซือหลินจ้องเขาอยู่สองวินาที ก่อนคลายนิ้วมือ
จี้เหยียนเซถลาไปก้าวหนึ่ง ต้องคว้าหน้ารถไว้ถึงไม่ทรุดลงไปคุกเข่า
เขากัดฟันอดกลั้นไม่ส่งเสียง ไหล่ซ้ายแทบหลุดจากเบ้า แขนทั้งข้างแทบขยับไม่ได้
เวินเหยี่ยนเดินเข้าไปพยุงจี้เหยียนไว้
ซือหลินไม่หันไปมองเขาอีก ทั้งไม่มองเวินเหยี่ยน เปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่ง
เครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ ไฟหน้ารถสาดผ่านขั้นบันไดหินหน้าตึก ก่อนแล่นหายเข้าไปในความมืด
จี้เหยียนสะบัดมือเวินเหยี่ยนออก แล้วยืนตัวตรงด้วยตัวเอง
เขาใช้มือขวากดไหล่ซ้าย เงยหน้าพ่นลมหายใจออกมา “ลงมือโหดชะมัด”
เวินเหยี่ยนเก็บสีหน้าที่เหมือนกำลังดูละครลง ขมวดคิ้ว “นายก็เหมือนกัน จะไปหาเรื่องเหรินถังทำไม?”
