ถ้าเขาไม่มีนิสัยแบบนี้ ย่าซวีก็คงไม่ทำตัวไร้ขอบเขตอยู่ในบ้าน กล้าถึงขั้นไปแจ้งความจนทำให้ตระกูลจิ่งขุ่นเคืองอย่างสิ้นเชิง แถมยังไม่มีความรับผิดชอบสักนิด พอเจอเรื่องก็เอะอะโวยวายลงไปกลิ้งกับพื้น คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหนีโทษพ้น
เขากลับมองความอดทนและความเห็นใจของคนอื่น เป็นเครื่องมือที่ครอบครัวตัวเองใช้หาผลประโยชน์
ยิ่งย่าซวีรักสวีเถี่ยจู้เป็นพิเศษ ก็ยิ่งทำให้เขาไม่มีความรับผิดชอบไม่ต่างจากย่าซวี มองดูย่าซวีใส่ร้ายเติ้งหงตาปริบ ๆ โดยไม่คิดห้าม จนตอนนี้เติ้งหงเสียใจไปด้วย
ถ้าเขาควบคุมย่าซวีให้ดีตั้งแต่แรก ไม่ปล่อยให้รังแกสะใภ้ใหญ่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ จนทำเรื่องเหลวไหลแบบนั้น สวีกังจู้ก็คงไม่ถึงขั้นก่อเรื่องขอแยกบ้าน ตัดใจจากครอบครัวไปเสียหมด ตอนนี้บ้านเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขาก็ยังไม่โผล่หน้ามาสักครั้ง
ยิ่งคิด ชายชราสวีก็ยิ่งรู้สึกแน่นหน้าอกจนปวดหนึบ
“กินข้าวได้แล้ว” ย่าซวีถือกะละมังเข้ามาวางบนโต๊ะ
ปกติชายชราสวีจะให้เอาเก้าอี้ที่เลื่อยขาออกข้างหนึ่งมาวางไว้บนเตียง แต่วันนี้เขากลับพูดว่า “พยุงฉันไปหน่อย”
ย่าซวีเกือบทำทัพพีหลุดมือ “ตาแก่...?”
“พยุงฉันไปกินข้าว” ชายชราสวีย้ำอีกครั้ง
“เร็วเข้า ไปพยุงพ่อแกมานี่” ย่าซวีตบสวีเถี่ยจู้ที่กำลังยืนเหม่อเบา ๆ ก่อนจะแอบเช็ดหางตา
ทั้งสามคนนั่งกินโจ๊กแป้งข้าวโพดที่ข้นกว่าปกติอย่างเงียบ ๆ ในนั้นมีเม็ดข้าวโพดที่กินแล้วระคายคอปนอยู่ด้วย บางครั้งต้องยืดคอกลืนลงไป โชคดีที่ทั้งสามคนไม่ได้รู้สึกว่ากินยากอะไร โจ๊กหอมจนกินเพลิน ไม่มีแม้แต่กับข้าว แต่มีผักป่าปั้นคนละก้อน กินกับโจ๊กข้าวโพดก็เป็นมื้อหนึ่งได้แล้ว
