พวกเขาไม่ได้บังคับให้ใช้ปากกาหมึกซึม ยังคงใช้ดินสอกันอยู่ และเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ก็ใช้แต่ดินสอแท่งสั้น ๆ ประหยัดแล้วประหยัดอีก จนสั้นเสียจนจับไม่ถนัดก็ยังไม่ยอมทิ้ง
แต่ใครบ้างจะไม่อยากได้ปากกาหมึกซึมสักด้าม ครูของพวกเขามีอยู่ด้ามหนึ่ง มักเสียบไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตตรงอกเสมอ ทุกครั้งที่หยิบออกมาแล้วถอดปลอกปากกา ท่าทางนั้นเป็นภาพที่เขาชอบดูที่สุด
“หรือรอให้ผมสอบเข้ามัธยมต้นได้ก่อน แล้วค่อยซื้อให้ผมดีครับ”
“ลงรถแล้ว ไปกันเถอะ” เซี่ยงเถียนก้าวเข้าไปในสหกรณ์ก่อน เก๋อเสี่ยวลี่กำลังว่างพอดี พอเห็นเซี่ยงเถียนก็ยิ้มดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ “เถียนเถียน ไม่เจอกันตั้งนาน”
“คราวก่อนฉันมาที่นี่ เธอหยุดงานอยู่นี่นา”
“อ๋อ ตอนนั้นฉันคงกลับหมู่บ้านไปร่วมงานแต่งน่ะ” เก๋อเสี่ยวลี่พูดด้วยสีหน้าเขินอาย
เซี่ยงเถียนยังสงสัยอยู่ จึงแซวว่า “คนอื่นแต่งงาน แล้วเธอจะเขินทำไมล่ะ?”
เก๋อเสี่ยวลี่ดึงเซี่ยงเถียนให้หลบไปด้านข้าง ส่วนเซี่ยงหนานก็หิ้วปิ่นโตยืนรออยู่ข้าง ๆ อย่างว่าง่าย
เซี่ยงเถียนดูออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงยิ้มถาม “มีเรื่องอะไรดี ๆ ใช่ไหม?”
เก๋อเสี่ยวลี่เขินจนเขี่ยปลายเท้าไปมา “ยังหรอก”
“แล้วนี่หมายความว่ายังไง?”
“วันแต่งงานของพี่สาวฉัน พี่เขยพาเพื่อนร่วมงานมาด้วย เป็นคนขับรถบรรทุกเหมือนกัน เราเลยได้รู้จักกันน่ะ”
“ขับรถบรรทุกก็ดีนะ มีคำพูดอยู่ว่า พอหมุนพวงมาลัยแล้ว ต่อให้เป็นนายอำเภอก็ไม่ยอมแลก”
พี่ชายของเธอก็เพราะได้เข้าไปทำงานในหน่วยขนส่ง ถึงได้กลายเป็นคนที่ชาวบ้านอิจฉากันใหญ่
