ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถึงเวลาตื่นแล้ว หรือเพราะน้ำตาลทรายแดงได้ผลดีนัก กงชุ่ยเฟินถึงกับลืมตาขึ้นมาจริง ๆ
“พ่อบ้าน?”
“ผมอยู่นี่” สวีกังจู้นอนอยู่ข้าง ๆ เขาคว้ามือเธอไว้ทันที “ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้วนะ ชุ่ยเฟิน”
“หัวคุณ…”
“ทายาแล้ว เลือดหยุดไหลแล้ว”
พอเห็นว่าเธอฟื้น ทุกคนก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“สภาพเธอแบบนี้ไปทำงานไม่ไหวหรอก พรุ่งนี้ฉันจะให้ตาโจวที่บ้านไปขอลาที่โรงงานให้” ป้าสะใภ้โจวพูดกับสวีกังจู้
“ได้ครับ ขอบคุณป้าสะใภ้โจว”
“ไม่เป็นไร ฉันไปก่อนนะ”
คนอื่น ๆ ก็ทยอยกลับไปด้วย
เซี่ยงเถียนหันกลับไปมอง เด็กสองคนนั้นฟุบอยู่ข้างเตียง มือเล็ก ๆ หนาวจนกลายเป็นสีม่วง แถมยังมีแผลจากความหนาว แต่บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความยินดีที่แม่ฟื้นขึ้นมา
สวีกังจู้พูดคำหวานไม่เป็น แต่น้ำเสียงกลับผ่อนคลายลงมาก “ชุ่ยเฟิน เรามีลูกอีกคนแล้วนะ ต่อไปครอบครัวเราห้าคนก็ช่วยกันดูแลป้าม่าให้ดี ส่วนทางตระกูลสวีเราแยกบ้านกันแล้ว ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เธอก็ไม่ต้องไปสนใจ”
แม้กงชุ่ยเฟินจะตกใจที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากหมดสติไป แต่สำหรับเธอ สามีคือทุกสิ่ง เขาพูดอะไร เธอก็เชื่อตามนั้น
เธอลูบท้องตัวเอง “ฉันท้องเหรอ?”
เซี่ยงเถียนไม่ได้ยินเสียงที่พูดกันหลังจากนั้น เพราะเธอกลับบ้านกับจิ่งอวี่ชวนแล้ว
จิ่งอวี่ชวนยกกล่องข้าวที่ใส่ไส้หมูไปเก็บไว้ในครัว วางไว้นอกบ้านก็ไม่เสีย พรุ่งนี้เอามาอุ่นอีกทีก็กินได้
หลังจากล้างหน้าแปรงฟัน ทั้งสองก็นอนอยู่บนเตียงโดยเปิดโคมไฟข้างเตียงไว้ จิ่งอวี่ชวนถือหนังสืออ่านอยู่ ส่วนเซี่ยงเถียนก็ถือหนังสือเหมือนกัน แต่กลับอ่านไม่เข้าหัว
